เทคโนโลยี Blockchain หรือ “บล็อกเชน” เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2008 โดยถูกนำเสนอครั้งแรกในแผนงาน White Paper ของ Bitcoin ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ โดยมีลักษณะที่มีความปลอดภัยและสามารถตรวจสอบได้ สรุปได้ว่า เทคโนโลยี Blockchain มีพื้นฐานในการเก็บข้อมูลในลักษณะขบวนการทำธุรกรรมซึ่งจะถูกบันทึกลงในโหนดที่ทั่วโลก ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขหรือปลอมแปลงได้อย่างง่ายดายการเข้าถึงเทคโนโลยี Blockchain นี้ ไม่ได้จำกัดเพียง Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เท่านั้น ยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การเงิน, การขนส่ง, การดูแลสุขภาพ และการจัดการห่วงโซ่ซัพพลายประโยชน์ของ Blockchain Technology มีหลายประการ เช่น 1. ความปลอดภัย: ข้อมูลที่ถูกบันทึกลงในบล็อกจะไม่สามารถปลอมแปลงได้ โดยจะถูกเข้ารหัสและทดสอบโดยผู้เข้าร่วมในเครือข่าย2. การลดต้นทุน: ลดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมและค่าบริการที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางในการจัดการ3. การโปร่งใส: ทุกคนในเครือข่ายสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่ถูกบันทึกได้ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ Blockchain Technology จึงกลายเป็นแนวทางที่น่าสนใจไม่เพียงแต่สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ยังรวมถึงผู้เริ่มต้นในธุรกิจที่ต้องการใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ในการพัฒนากระบวนการทำงานของตนเองตอนนี้เราจะมาดูกรณีการใช้งานจริงของ Blockchain Technology กับหลายอุตสาหกรรมให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในอุตสาหกรรมการเงิน ธนาคารใหญ่ ๆ ทั่วโลกกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้ Blockchain เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำธุรกรรมข้ามประเทศได้อย่างมากในอุตสาหกรรมสุขภาพ ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยสามารถถูกบันทึกลงใน Blockchain เพื่อให้มีความปลอดภัย และผู้รักษาสามารถเข้าถึงข้อมูลเมื่อจำเป็น ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอุตสาหกรรมการขนส่งสามารถใช้ Blockchain ในการติดตามสินค้าตลอดเส้นทาง ทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมั่นได้ว่าสินค้าที่จัดส่งถึงมือตนจะมีคุณภาพตามที่ตกลงกันจากที่กล่าวมานี้ เราสามารถเห็นได้ว่า Blockchain Technology เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของหลาย ๆ อุตสาหกรรม และเป็นก้าวสำคัญไปสู่ความก้าวหน้าของสังคมในอนาคตในส่วนถัดไปเราจะพูดถึงความท้าทายและอนาคตของ Blockchain Technology ว่าจะเป็นอย่างไร