รอยพับติ่งหูโรคหัวใจ กลับมาเป็นคำค้นยอดนิยมของคนไทยอีกครั้ง หลังมีข่าวการเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแล้วมีการหยิบภาพ “รอยย่นเฉียงที่ติ่งหู” มาแชร์ต่อกันเป็นวงกว้าง คำตอบโดยสรุปคือ รอยพับติ่งหูเฉียง หรือที่วงการแพทย์เรียกว่า Frank’s Sign เป็นเพียง ข้อสังเกตทางกายภาพ (association) ที่งานวิจัยบางชิ้นพบร่วมกับโรคหลอดเลือดหัวใจได้บ่อยกว่าปกติ แต่ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค มีรอยพับไม่ได้แปลว่าเป็นโรคหัวใจแน่นอน และไม่มีรอยพับก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ทางที่ถูกต้องคือดูปัจจัยเสี่ยงหลักและอาการเตือนของหัวใจประกอบกัน แล้วตรวจสุขภาพกับแพทย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2569)
รอยพับติ่งหู (Frank’s Sign) คืออะไร เกี่ยวกับโรคหัวใจจริงไหม
รอยพับติ่งหูเฉียง (diagonal earlobe crease) คือรอยย่นหรือรอยพับแนวเฉียงที่ปรากฏบนผิวติ่งหู ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตทางการแพทย์ว่าอาจสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจ ในทางวิชาการเรียกสัญญาณนี้ว่า Frank’s Sign โดยสถานะปัจจุบันคือ “สัญญาณที่ควรสังเกต” ไม่ใช่ข้อสรุปว่าใครเป็นโรคหรือไม่เป็นโรค
กระแสในไทยจุดติดจากกรณีข่าวการเสียชีวิตของ เรย์ แม็คโดนัลด์ พิธีกรและนักแสดงวัย 49 ปี ที่เสียชีวิตที่บ้านพัก โดยผลชันสูตรพบภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น ซึ่งเพื่อนของเจ้าตัวเคยสังเกตว่าเขา “เหนื่อยง่ายกว่าคนอื่น” เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน จนเคยแนะนำให้ไปตรวจสุขภาพ หลังข่าวเผยแพร่ ผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มส่องติ่งหูตัวเองและคนในครอบครัว
ที่มาของชื่อ Frank’s Sign และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ชื่อ Frank’s Sign มาจากการสังเกตทางคลินิกที่ถูกรายงานมานาน โดยแพทย์ผู้รายงานพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ มักมีรอยพับเฉียงบนติ่งหูร่วมด้วย หลังจากนั้นก็มีงานวิจัยตามมาอีกหลายชิ้นทั่วโลก แต่ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกันทั้งหมด บางการศึกษาพบความสัมพันธ์ชัดเจน บางการศึกษาพบเพียงเล็กน้อย
ที่ชัดเจนที่สุดคือ systematic review ปี 2021 ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Medicine ซึ่งรวบรวมการศึกษาแบบ cross-sectional จำนวน 13 ชิ้น ผู้ป่วยรวม 3,951 คน เพื่อประเมินว่ารอยพับติ่งหูใช้วินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจได้แม่นยำแค่ไหน จุดที่น่าสนใจคือคณะผู้วิจัย ไม่สามารถทำ meta-analysis รวมผลได้ เพราะความหลากหลายของงานวิจัยแต่ละชิ้นสูงเกินไป ซึ่งสะท้อนว่าองค์ความรู้เรื่องนี้ยังไม่ลงตัว
กลไกทางการแพทย์ที่อธิบายความเชื่อมโยง
คำอธิบายที่ถูกเสนอไว้คือภาวะโรคหลอดเลือดฝอยเสื่อม (microvascular disease) โดยยังมีสถานะเป็นทฤษฎี ไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว แนวคิดนี้มองว่าเส้นใยอีลาสตินในผิวติ่งหูและในผนังหลอดเลือดเกิดการเสื่อมหรือฉีกขาดจากกระบวนการเดียวกัน
ติ่งหูเป็นอวัยวะปลายทางที่เลี้ยงด้วยหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ และไม่มีเส้นทางเลือดสำรอง จึงไวต่อภาวะขาดเลือดในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดหัวใจ เมื่อผนังหลอดเลือดเสื่อมจากกระบวนการหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) เนื้อเยื่อบริเวณติ่งหูจึงอาจยุบตัวเป็นรอยพับให้เห็นจากภายนอก อย่างไรก็ตาม หลักฐานปัจจุบันยังไม่พอสรุปว่ารอยพับเกิดจากสาเหตุใดแน่ชัด จึงไม่สามารถชี้ชัดจากรอยพับเพียงอย่างเดียว
รอยพับติ่งหูแบบไหนที่เข้าข่ายสัญญาณเสี่ยงโรคหัวใจ
ลักษณะที่งานวิจัยพูดถึงคือรอยพับแนวทแยงเฉียงบนเนื้อติ่งหู ไม่ใช่รอยย่นเล็ก ๆ ทั่วไปที่กระจายทั้งใบหู แต่ต้องย้ำว่าการดูด้วยตาเปล่าที่บ้านมีข้อจำกัดสูงมาก และไม่ควรใช้ตัดสินว่าตนเองเป็นหรือไม่เป็นโรค
ลักษณะเส้นพับที่งานวิจัยพูดถึง
- เป็นรอยพับแนวเฉียงบนเนื้อติ่งหู
- เห็นเป็นร่องชัดเจนบนเนื้อติ่งหู ไม่ใช่รอยย่นละเอียดจากผิวแห้ง
- อาจพบข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ไม่ว่าจะพบแบบใดก็ยังต้องอาศัยการตรวจอื่นยืนยันเสมอ
วิธีสังเกตติ่งหูตัวเองเบื้องต้น
- ส่องกระจกในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ หรือให้คนใกล้ตัวช่วยดูจากด้านข้าง
- ดึงผมออกจากใบหู แล้วดูเนื้อติ่งหูในสภาพผ่อนคลาย ไม่ดึงหรือบีบ
- สังเกตว่ามีร่องแนวเฉียงพาดผ่านเนื้อติ่งหูหรือไม่ และเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง
- ถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วนำไปประกอบการพูดคุยกับแพทย์ในวันที่ไปตรวจสุขภาพ
- ที่สำคัญกว่าคือจดปัจจัยเสี่ยงของตัวเองไปด้วย เช่น ความดัน ไขมัน เบาหวาน การสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัว
ให้ถือว่าขั้นตอนเหล่านี้เป็นเพียงการเก็บข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การคัดกรองโรคที่ใช้แทนการตรวจทางการแพทย์ได้
มีรอยพับติ่งหูแล้วเสี่ยงโรคหัวใจจริงหรือเป็นแค่ความบังเอิญ
ตอบตรง ๆ คือ “ยังสรุปไม่ได้ชัด” งานวิจัยบางส่วนพบว่าคนที่มีรอยพับติ่งหูอาจมีแนวโน้มพบโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่า แต่ผลการศึกษาไม่สอดคล้องกัน และความแม่นยำก็ต่ำเกินกว่าจะใช้ตัดสินใจทางการรักษาได้
หลักฐานงานวิจัยสนับสนุนและข้อโต้แย้ง
ตัวเลขจาก systematic review ปี 2021 ชี้ชัดว่าค่าความไว (sensitivity) ของรอยพับติ่งหูอยู่ระหว่าง 26-90% และค่าความจำเพาะ (specificity) อยู่ระหว่าง 32-96% ซึ่งเป็น ช่วงที่กว้างมากจนแปลว่าความน่าเชื่อถือไม่แน่นอน ข้อสรุปของงานวิจัยระบุว่าความแม่นยำในการวินิจฉัยของรอยพับติ่งหูสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรังนั้นไม่เพียงพอ เปลี่ยนความน่าจะเป็นก่อนตรวจ (pre-test probability) ได้เพียงเล็กน้อย และการมีหรือไม่มีรอยพับไม่ควรเปลี่ยนแนวทางการรักษาผู้ป่วย
ฝั่งงานวิจัยนานาชาติอื่นก็ไปในทิศทางเดียวกัน การศึกษาปี 2023 ที่นำเสนอใน European Heart Journal สรุปว่า Frank’s sign ทำนายโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบบอุดตัน (obstructive CAD) ได้ด้วยความแม่นยำระดับปานกลางเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพราะเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย แพทย์จึงยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายเบื้องต้นได้
ทำไมสัญญาณนี้ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค
ในฝั่งไทย รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย และอาจารย์ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ว่ารอยหยักติ่งหู (Frank’s sign) ไม่ได้สัมพันธ์แบบเจอแล้วต้องเป็นโรคนี้ 100% โดยอ้างอิงข้อมูล meta-analysis จากฐานข้อมูล PubMed และบทความจาก Nature ประกอบ
นอกจากนี้ยังมีการเตือนอย่างชัดเจนว่า ไม่ควรนำรอยพับติ่งหูหรือภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบไปโยงว่าเป็นผลจากวัคซีนโควิด-19 เพราะเป็นการตีความเกินหลักฐานที่มีอยู่ ในความเป็นจริง ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น ซึ่งหมายถึงการตีบทุกแขนงหลักและถือว่ารุนแรงนั้น เกิดจากการสะสมของพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งอาหารหวาน มัน เค็ม ไขมันสูง น้ำหนักเกิน และการนอนไม่พอ ไม่ใช่ภาวะฉับพลันที่เกิดขึ้นแบบไม่มีที่มา
| สัญญาณทางกายที่มีการศึกษา | สื่อถึงอะไรได้บ้าง | สถานะทางการแพทย์ |
|---|---|---|
| รอยพับติ่งหูเฉียง (Frank’s Sign) | อาจสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจ | ข้อสังเกตเบื้องต้น ยังสรุปไม่ได้ชัด |
| ตุ่มเหลืองรอบดวงตา (Xanthelasma) | บ่งชี้ภาวะไขมันในเลือดสูง | สัญญาณเสริม ต้องตรวจเลือดยืนยัน |
| วงขาว/เทารอบม่านตาในคนอายุต่ำกว่า 45 ปี (Arcus Juvenilis) | อาจสัมพันธ์กับไขมันผิดปกติ | สัญญาณเสริม ต้องพบแพทย์ประเมิน |
| ก้อนไขมันเหลืองที่ข้อศอก เข่า หรือเอ็น (Xanthoma) | ไขมันในเลือดสูงสะสม | สัญญาณเสริม ต้องตรวจเพิ่ม |
| ปวดขาเวลาเดิน | สงสัยโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย | อาการที่ควรพบแพทย์ |
| คอดำ รักแร้ดำ (Acanthosis nigricans) | บ่งชี้ภาวะดื้ออินซูลิน | สัญญาณเสริม ควรตรวจเบาหวาน |
| ความผิดปกติของหลอดเลือดจอตา | สะท้อนสภาพหลอดเลือดโดยรวม | พบได้ตอนตรวจตากับจักษุแพทย์ |
จะเห็นว่าทุกข้อในตารางเป็น “สัญญาณเสริม” ทั้งหมด ไม่มีข้อไหนใช้แทนการตรวจจริงได้ หากอยากรู้ว่าร่างกายส่งสัญญาณอะไรบ้าง อ่านเพิ่มได้ที่บทความ โรคหัวใจไม่ได้เตือนแค่เจ็บหน้าอก เปิด 10 สัญญาณสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจที่แท้จริงมีอะไรบ้าง
กลุ่มที่ควรใส่ใจสุขภาพหัวใจมากเป็นพิเศษ คือผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ปัจจัยเหล่านี้มีน้ำหนักทางการแพทย์มากกว่าการดูรอยพับที่ติ่งหูอย่างเทียบกันไม่ได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ vs ควบคุมไม่ได้
| ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไข/ควบคุมได้ | ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขไม่ได้ |
|---|---|
| ความดันโลหิตสูง (คุมด้วยยาและอาหาร) | อายุที่มากขึ้น |
| เบาหวาน และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง | ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ |
| ไขมันในเลือดสูง | พันธุกรรมส่วนบุคคล |
| การสูบบุหรี่ | – |
| อาหารหวาน มัน เค็ม และไขมันสูง | – |
| น้ำหนักเกิน และการนอนไม่พอ | – |
ข้อสังเกตสำคัญคือคอลัมน์ซ้ายยาวกว่าคอลัมน์ขวาอย่างชัดเจน แปลว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่อยู่ในมือเราเอง การปรับพฤติกรรมและคุมค่าตรวจเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ จึงได้ผลจริงกว่าการนั่งกังวลกับรูปร่างของติ่งหู
อาการเตือนโรคหัวใจที่ควรสังเกตร่วมด้วย
ข้อมูลจาก ผศ.พญ.ทรรศลักษณ์ ทองหงษ์ อาจารย์ด้านโรคหัวใจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เผยแพร่ 23 สิงหาคม 2569) ระบุ 5 สัญญาณเตือนว่าหัวใจเริ่มมีปัญหา ซึ่งน่าสังเกตว่าบทความดังกล่าวไม่ได้พูดถึงรอยพับติ่งหูเลย
- แน่นหรือจุกหน้าอก อาจร้าวไปกราม คอ หรือแขน
- เหนื่อยง่ายผิดปกติกว่าเดิมทั้งที่ทำกิจกรรมระดับเดิม หรือหายใจลำบากเวลานอนราบ
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เต้นรัว เต้นสะดุด หรือเต้นช้าผิดปกติ
- วูบ เวียนศีรษะ หน้ามืด
- ข้อเท้า เท้า หรือขาบวมกดบุ๋ม
ฝั่งสากล สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ระบุสัญญาณของภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันไว้สอดคล้องกัน ได้แก่ เจ็บ แน่น จุก หรือบีบตรงกลางอกนานเกินไม่กี่นาทีหรือเป็น ๆ หาย ๆ ปวดร้าวไปแขน หลัง คอ กราม หรือลิ้นปี่ หายใจไม่อิ่มหรือหอบเหนื่อยโดยจะมีหรือไม่มีอาการเจ็บอกก็ได้ รวมถึงเหงื่อแตกเย็น คลื่นไส้ และวิงเวียน ส่วนภาวะหัวใจล้มเหลวมักมาด้วยอาการหายใจลำบาก อ่อนเพลีย และบวมที่เท้า ข้อเท้า ขา ท้อง หรือหลอดเลือดดำที่คอ ขณะที่หัวใจเต้นผิดจังหวะมักมาด้วยอาการใจสั่นหรือรู้สึกหัวใจเต้นรัว
ถ้าสังเกตเห็นรอยพับติ่งหูควรทำอย่างไรต่อ
สิ่งที่ควรทำคือ “ไปตรวจ” ไม่ใช่ “ไปตกใจ” ให้ถือว่ารอยพับติ่งหูเป็นเพียงตัวกระตุ้นเตือนให้เราหันมาเช็กปัจจัยเสี่ยงจริงของตัวเอง แล้วเข้ารับการตรวจสุขภาพตามปกติกับแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยตัวเองจากรูปร่างของติ่งหู
การตรวจคัดกรองโรคหัวใจที่แนะนำ
- วัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ และจดค่าไว้เปรียบเทียบ
- ตรวจระดับไขมันในเลือดและระดับน้ำตาลตามรอบตรวจสุขภาพประจำปี
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เมื่อแพทย์เห็นสมควร โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการหรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ
- ตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาจากอาการ ประวัติครอบครัว และผลตรวจพื้นฐานร่วมกัน
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ทันที
| สิ่งที่สังเกตเห็น | ระดับความเร่งด่วน | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|
| รอยพับติ่งหูเฉียง แต่ไม่มีอาการอื่น | ไม่เร่งด่วน | ยกไปคุยกับแพทย์ในรอบตรวจสุขภาพประจำปี |
| เหนื่อยง่ายผิดปกติกว่าเดิมในกิจกรรมระดับเดิม | ควรรีบตรวจ | นัดพบแพทย์เพื่อประเมินหัวใจ อย่าปล่อยผ่าน |
| ใจสั่น เต้นรัว เต้นสะดุด หรือเต้นช้าผิดปกติ | ควรรีบตรวจ | พบแพทย์เพื่อพิจารณาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ |
| ขา เท้า ข้อเท้าบวมกดบุ๋ม หายใจลำบากเวลานอนราบ | ควรรีบตรวจ | พบแพทย์โดยเร็ว อาจเป็นสัญญาณหัวใจล้มเหลว |
| เจ็บ แน่น จุกกลางอกนานเกินไม่กี่นาที ร้าวไปกราม คอ แขน มีเหงื่อแตกเย็น คลื่นไส้ | ฉุกเฉิน | โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที |
| วูบ หมดสติ หน้ามืดเฉียบพลัน | ฉุกเฉิน | โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที |
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับรอยพับติ่งหูที่ควรรู้
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดมี 2 ด้านสุดขั้ว คือ “มีรอยพับ = เป็นโรคหัวใจแน่นอน” กับ “ไม่มีรอยพับ = ปลอดภัยแน่นอน” ทั้งสองอย่างไม่ถูกต้องตามหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน
รอยพับติ่งหูไม่ได้แปลว่าเป็นโรคหัวใจเสมอไป
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่างานวิจัยพบเพียงแนวโน้มความสัมพันธ์ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเหตุ-ผลที่ฟันธงได้ หลักฐานปัจจุบันยังไม่พอสรุปว่ารอยพับเกิดจากสาเหตุใดแน่ชัด จึงชี้ชัดจากรอยพับอย่างเดียวไม่ได้ว่าใครเป็นโรคหัวใจ การเห็นรอยพับแล้วสรุปเองว่าป่วยจึงเป็นการตีความเกินข้อมูล และอาจทำให้เกิดความวิตกกังวลโดยไม่จำเป็น
ไม่มีรอยพับก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100%
ในทางกลับกัน คนจำนวนมากป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโดยไม่มีรอยพับติ่งหูเลย ค่าความไวที่ต่ำสุดถึง 26% ในบางการศึกษาสะท้อนว่าสัญญาณนี้พลาดผู้ป่วยจำนวนมาก การยึดติดกับรอยพับจึงเสี่ยงทำให้ประมาทและละเลยอาการจริง ยิ่งกับภาวะหัวใจบางชนิดที่อาจเกิดขึ้นแบบเงียบ ๆ เช่นในบทความ จากตำนานผีแม่ม่าย สู่ความจริงโรคไหลตาย ภัยเงียบขณะหลับ ยิ่งตอกย้ำว่าการตรวจสุขภาพและการรู้ปัจจัยเสี่ยงของตัวเองสำคัญกว่าการมองหาสัญญาณภายนอกเพียงอย่างเดียว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รอยพับติ่งหูแปลว่าเป็นโรคหัวใจแน่นอนไหม
ไม่แน่นอน รอยพับติ่งหูเป็นเพียงสัญญาณเสริมที่งานวิจัยบางชิ้นพบร่วมกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย ต้องตรวจร่างกายและตรวจทางการแพทย์จริงจึงจะสรุปได้ รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ ก็ระบุชัดเมื่อ 21 สิงหาคม 2569 ว่าไม่ได้สัมพันธ์แบบเจอแล้วต้องเป็นโรค 100%
Frank’s Sign น่าเชื่อถือแค่ไหนในการวินิจฉัยโรคหัวใจ
เป็นข้อสังเกตทางคลินิกที่ถูกรายงานมานาน และมีงานวิจัยตามมาหลายชิ้น แต่ผลไม่สอดคล้องกันทั้งหมด งานทบทวนวรรณกรรมปี 2021 ที่รวม 13 การศึกษา ผู้ป่วย 3,951 คน พบค่าความไว 26-90% และความจำเพาะ 32-96% ซึ่งกว้างเกินกว่าจะถือว่าน่าเชื่อถือในการวินิจฉัย
มีรอยพับติ่งหูทั้งสองข้างอันตรายกว่าข้างเดียวไหม
อาจพบได้ทั้งข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง แต่ยังต้องอาศัยการตรวจอื่นยืนยันเสมอไม่ว่าจะพบแบบใด ไม่ควรตีความเองที่บ้าน หากกังวลให้ถ่ายรูปไว้แล้วนำไปปรึกษาแพทย์พร้อมข้อมูลปัจจัยเสี่ยงอื่นของตัวเอง
อายุมากขึ้นแล้วมีรอยพับติ่งหู แปลว่าเสี่ยงโรคหัวใจแน่นอนไหม
ไม่แน่นอน หลักฐานปัจจุบันยังไม่พอสรุปว่ารอยพับเกิดจากสาเหตุใดแน่ชัด จึงชี้ชัดด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่าเกี่ยวกับหัวใจหรือไม่ ต้องดูปัจจัยเสี่ยงอื่นประกอบ เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือด การสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัว รวมถึงอายุที่มากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจอยู่แล้ว
ไม่มีรอยพับติ่งหู ปลอดภัยจากโรคหัวใจแน่นอนไหม
ไม่แน่นอนเช่นกัน คนจำนวนมากเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโดยไม่มีรอยพับนี้เลย ค่าความไวที่ต่ำถึง 26% ในบางการศึกษาแสดงว่าสัญญาณนี้พลาดผู้ป่วยได้มาก จึงควรดูปัจจัยเสี่ยงหลักและตรวจสุขภาพตามปกติมากกว่ายึดสัญญาณภายนอก
ควรตรวจอะไรเพิ่มถ้าสงสัยว่าเสี่ยงโรคหัวใจ
ควรพบแพทย์เพื่อวัดความดันโลหิต ตรวจไขมันในเลือดและระดับน้ำตาล ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยตัวเองจากรูปร่างของติ่งหู และหากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเฉียบพลันหรือวูบหมดสติ ให้โทร 1669 ทันที
