บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง  โรคหัวใจไม่ได้เตือนแค่เจ็บหน้าอก” !  เปิด 10 สัญญาณสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือดกันนะคะ หลายคนเข้าใจว่าโรคหัวใจต้องเจ็บหน้าอก แต่ความจริงอาการที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดอาจเกิดได้หลายรูปแบบเลยนะคะ และบางภาวะอาจแทบไม่มีสัญญาณเตือนจนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมองเลยก็ได้ค่ะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

 

โรคหัวใจไม่ได้เตือนแค่เจ็บหน้าอก” !  เปิด 10 สัญญาณสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

 

 

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคหัวใจและหลอดเลือด ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ของโลกนะคะ โดยในปี 2022 มีผู้เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้ประมาณ 19.8 ล้านคนและราว 85% เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองค่ะ

 

10 สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

1.  เหนื่อยง่ายผิดปกติ

หากทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติแล้วกลับเหนื่อยมากขึ้น หอบ หรือหมดแรงเร็วกว่าปกติอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหัวใจหรือภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะเมื่ออาการเป็นต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น

2.  หายใจไม่อิ่มหรือหอบง่าย

อาการหายใจลำบากอาจเกิดได้ทั้งขณะออกแรงและในบางกรณีขณะพัก และเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่พบได้ในภาวะหัวใจขาดเลือดและหัวใจล้มเหลว

3. ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ

ความรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรง เต้นรัว หรือสะดุดเป็นครั้งคราวอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่หากเกิดบ่อย ร่วมกับเวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือเป็นลม ควรได้รับการประเมิน เพราะภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น atrial fibrillation สามารถเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

4.  เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม

อาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุได้หลากหลาย แต่หากเกิดร่วมกับใจสั่น เจ็บหน้าอก หอบ หรือเกิดระหว่างออกแรง ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของจังหวะหัวใจหรือการไหลเวียนเลือด

5. เจ็บหรือแน่นบริเวณหน้าอก

อาการอาจไม่ได้รู้สึกเป็นความเจ็บอย่างเดียว แต่อาจเป็นความแน่น บีบ กดทับ หรือไม่สบายบริเวณกลางอก และอาจเป็น หาย ได้ อาการลักษณะนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับหอบ เหงื่อออก คลื่นไส้ หรือปวดร้าว ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

6. ปวดหรือไม่สบายร้าวไปแขน หลัง คอ กราม หรือท้องส่วนบน

ภาวะหัวใจขาดเลือดไม่ได้จำกัดความรู้สึกไว้ที่หน้าอก อาการอาจร้าวไปแขนข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง รวมถึงหลัง คอ กราม หรือบริเวณท้องได้

7. คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย

อาการทางระบบทางเดินอาหารบางอย่างอาจเกิดร่วมกับภาวะหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมหายใจไม่อิ่ม เหงื่อออก หน้ามืด หรือความรู้สึกไม่สบายบริเวณหน้าอก จึงไม่ควรสรุปเองว่าเป็นเพียงปัญหากระเพาะอาหารเสมอไป

8. เหงื่อออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะเหงื่อเย็น

เหงื่อเย็นที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุชัดเจน โดยเฉพาะหากมาพร้อมกับแน่นหน้าอก หายใจลำบากคลื่นไส้ หรือหน้ามืด เป็นหนึ่งในสัญญาณที่พบได้ในภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

9. ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม

อาการบวมจากการคั่งของของเหลว โดยเฉพาะบริเวณเท้าและข้อเท้า อาจพบในภาวะหัวใจล้มเหลว และมักพบร่วมกับเหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่สะดวก

10. อ่อนเพลียผิดปกติ หรือหมดแรงโดยหาสาเหตุไม่ได้

ความเหนื่อยล้าที่มากผิดปกติ โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นใหม่และไม่สัมพันธ์กับการพักผ่อนหรือกิจกรรมที่ทำ อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่พบร่วมกับภาวะหัวใจขาดเลือดได้ โดยในผู้หญิงอาจพบอาการเหนื่อยล้า คลื่นไส้ หรือปวดหลัง/ไหล่ร่วมด้วยได้

 

ใครควรใส่ใจเป็นพิเศษ ?

เนื่องจากความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น เพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัยนะคะ ไม่ว่าจะเป็น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การไม่ออกกำลังกาย อาหารที่ไม่เหมาะสม และประวัติครอบครัว รวมถึงโรคไตเรื้อรัง และปัจจัยทางสุขภาพบางอย่าง

สิ่งสำคัญคือ ไม่มีอาการก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงนะคะ เพราะโรคของหลอดเลือดบางชนิดอาจดำเนินไปโดยแทบไม่มีอาการ และเหตุการณ์อย่างหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองนั้น อาจเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้พบโรคนะคะ

 

อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล ?

หากมี อาการแน่น หรือเจ็บหน้าอกต่อเนื่องหรือเป็น หาย ร่วมกับหายใจไม่อิ่ม เหงื่อเย็นคลื่นไส้ หน้ามืด หรือมีอาการปวดร้าวไปแขน หลัง คอ หรือกราม ควรถือเป็นภาวะฉุกเฉิน และสามารถขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เพราะเป็นอาการที่พบได้ในภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันนะคะ

จะเห็นได้ว่า โรคหัวใจไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยอาการเจ็บหน้าอกเพียงอย่างเดียวนะคะ ภาวะเหนื่อยง่าย หอบ ใจสั่น หน้ามืด บวม คลื่นไส้ เหงื่อเย็น หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ก็อาจเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจบางชนิดได้เช่นกันค่ะ แต่ อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหัวใจเสมอไปค่ะ เพราะมีสาเหตุอื่นได้อีกหลายปัจจัยค่ะ

ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ สังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ตรวจสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างความดัน ไขมันในเลือด น้ำตาล การสูบบุหรี่ น้ำหนัก และกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดจำนวนมากสามารถลดความเสี่ยงได้ ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น นะคะ