Estate Tax คือภาษีมรดกสหรัฐฯ ที่คนไทยถือหุ้นอเมริกาโดยตรงต้องรู้

ถ้าคุณเป็นคนไทยที่ซื้อหุ้นสหรัฐฯ ผ่านโบรกเกอร์โดยตรง มีกฎข้อหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึงตอนเปิดพอร์ต นั่นคือ ภาษีมรดกสหรัฐฯ (US Estate Tax) ซึ่งเก็บจากมูลค่าสินทรัพย์ฝั่งสหรัฐฯ ของผู้เสียชีวิต โดยคนที่ไม่ใช่พลเมืองหรือผู้มีถิ่นฐานในสหรัฐฯ ได้รับยกเว้นแค่ 60,000 ดอลลาร์ เท่านั้น ส่วนที่เกินจากนั้นถูกคิดภาษีแบบขั้นบันไดตั้งแต่ 18% ไปจนถึงเพดาน 40%

จุดที่ทำให้เรื่องนี้อันตรายกว่าที่คิดคือ ภาษีนี้คิดจากมูลค่าตลาดรวมของพอร์ต ไม่ใช่คิดจากกำไร แปลว่าต่อให้พอร์ตขาดทุนอยู่ ก็ยังต้องเสีย บทความนี้สรุปให้ครบว่ามันคืออะไร ใครเข้าข่าย สินทรัพย์แบบไหนนับ ไม่นับ ตัวเลขจริงที่ต้องจ่ายเท่าไร และมีทางเลี่ยงแบบถูกกฎหมายอะไรบ้าง

@celebmashow

เสี่ยงขาดทุน 40% ถ้าคุณไม่รู้เรื่องนี้ กฎหมายภาษีมรดกอเมริกา #EstateTax #IRS เล่นคุณแน่ อย่ามัวลงทุนแล้วไม่ได้วางแผนเรื่องภาษี แต่ถ้าเงินลงทุนยังไม่ถึง 2 ล้าน ยังไม่ต้องคิดมากครับ #tiktokการเงิน #หุ้นอเมริกา #Lifeh4ckTrader

♬ เสียงต้นฉบับ – CeLebMaShow – CeLebMaShow

Estate Tax คืออะไร และทำไมคนไทยถึงเกี่ยวด้วย

Estate Tax คือภาษีที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เก็บจากกองมรดกของผู้เสียชีวิต ก่อนที่ทรัพย์สินจะตกถึงมือทายาท ต่างจากภาษีมรดกบ้านเราตรงที่เก็บจาก “กองมรดก” ไม่ได้เก็บจากผู้รับ และสำหรับคนต่างชาติ มันจะเก็บเฉพาะสินทรัพย์ที่ถือว่าตั้งอยู่ในสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า US-situs assets

คนไทยเข้าข่ายเพราะกฎหมายสหรัฐฯ มองว่า หุ้นของบริษัทสัญชาติอเมริกันคือสินทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ เสมอ ไม่ว่าคุณจะถือผ่านโบรกเกอร์ประเทศไหนก็ตาม เปิดพอร์ตกับโบรกไทย โบรกสิงคโปร์ หรือโบรกอเมริกาก็ให้ผลเหมือนกันหมด เพราะเกณฑ์ตัดสินอยู่ที่สัญชาติของบริษัทผู้ออกหุ้น ไม่ใช่ที่ตั้งของบัญชี

ใครที่กำลังทยอยสะสม หุ้นในดัชนีดาวโจนส์หรือ S&P 500 จนพอร์ตเริ่มโตเกินหลักล้านบาท จึงควรรู้เรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ รายละเอียดเชิงลึกว่ากับดักนี้ทำงานยังไงกับพอร์ตคนไทย อ่านเพิ่มได้ที่บทความ estate tax คือ ซึ่งอธิบายจากมุมคนที่เจอปัญหานี้กับพอร์ตตัวเองมาแล้ว

ทำไมคนไทยได้ยกเว้นแค่ $60,000 แต่คนอเมริกันได้ $15 ล้าน

เพราะกฎหมายสหรัฐฯ แยกเกณฑ์ยกเว้นระหว่างคนในกับคนนอกไว้คนละชุด พลเมืองและผู้มีถิ่นฐานถาวรได้วงเงินยกเว้นระดับสิบล้านดอลลาร์ ส่วนคนต่างชาติที่ไม่ได้มีภูมิลำเนาในสหรัฐฯ ได้แค่ 60,000 ดอลลาร์ และตัวเลขนี้ ไม่ปรับตามเงินเฟ้อ ด้วย คือถูกตรึงไว้เท่านี้มานานหลายสิบปี

สถานะ วงเงินยกเว้น ปรับตามเงินเฟ้อ
พลเมือง / ผู้มีถิ่นฐานสหรัฐฯ 15,000,000 ดอลลาร์ (ปี 2026 ตามกฎหมาย OBBBA) ปรับ
คนต่างชาติที่ไม่มีภูมิลำเนาในสหรัฐฯ (รวมคนไทย) 60,000 ดอลลาร์ ไม่ปรับ

ส่วนต่างคือ 250 เท่า และยังมีอีกจุดที่ซ้ำเติม คือหลายประเทศมีสนธิสัญญาภาษีมรดกกับสหรัฐฯ ที่ช่วยให้พลเมืองของตัวเองขอใช้วงเงินยกเว้นตามสัดส่วนได้ แต่ ไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสนธิสัญญาภาษีมรดกกับสหรัฐฯ คนไทยจึงใช้เกณฑ์ 60,000 ดอลลาร์แบบเต็ม ๆ ไม่มีส่วนลด

ลองเทียบกับบ้านเราจะเห็นภาพชัดขึ้น ภาษีมรดกไทยเริ่มเก็บเมื่อกองมรดกเกิน 100 ล้านบาท และอัตราอยู่ที่ 5% สำหรับบุพการีหรือผู้สืบสันดาน 10% สำหรับคนอื่น ใครสนใจฝั่งไทยอ่านต่อได้ที่ วิธีวางแผนส่งต่อมรดกให้เสียภาษี 0 บาท — จะเห็นว่าเกณฑ์ของสหรัฐฯ สำหรับคนต่างชาติเข้มกว่ามาก ทั้งที่วงเงินต่ำกว่าและอัตราสูงกว่า

สินทรัพย์แบบไหนนับเป็น US-situs บ้าง

หัวใจของการวางแผนอยู่ตรงนี้ เพราะสินทรัพย์ที่ดูเหมือน “ของอเมริกา” หลายอย่างกลับไม่นับ และบางอย่างที่ไม่คิดว่านับกลับนับ การรู้เส้นแบ่งช่วยให้จัดพอร์ตใหม่ได้โดยไม่ต้องเลิกลงทุนในตลาดสหรัฐฯ

นับเป็น US-situs (เสี่ยงโดนภาษี) ไม่นับเป็น US-situs
หุ้นบริษัทสัญชาติอเมริกัน เช่น AAPL, MSFT, TSLA ไม่ว่าถือผ่านโบรกที่ไหน ETF ที่จดทะเบียนในไอร์แลนด์หรือลักเซมเบิร์ก (UCITS) เช่นกลุ่ม CSPX, VUAA
ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ เช่น VOO, SPY, QQQ DR และ DRx ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย
อสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ เงินฝากธนาคารสหรัฐฯ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำธุรกิจในสหรัฐฯ
เงินสดคงค้างในบัญชีโบรกเกอร์สหรัฐฯ พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้สหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ตามเกณฑ์ portfolio interest

จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือ เข้าใจว่าย้ายไปเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์นอกสหรัฐฯ แล้วจะพ้น ซึ่งไม่จริง ตราบใดที่สิ่งที่ถืออยู่คือหุ้นบริษัทอเมริกันหรือ ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มันยังนับเป็น US-situs เหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์คือเปลี่ยนตัวสินทรัพย์ ไม่ใช่เปลี่ยนที่เก็บ

40% ที่ว่านั้น จ่ายจริงเท่าไรกันแน่

ต้องเข้าใจให้ตรงก่อนว่า 40% คืออัตราเพดานสูงสุด ไม่ใช่อัตราที่ใช้กับทุกพอร์ต ระบบภาษีนี้เป็นขั้นบันไดเริ่มที่ 18% และไต่ขึ้นเรื่อย ๆ อัตรา 40% จะมีผลกับส่วนที่เกิน 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป พอร์ตขนาดกลางจึงเสียในอัตราเฉลี่ยต่ำกว่านั้น แต่ยังเป็นเงินก้อนใหญ่อยู่ดี

มูลค่าพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ ภาษีโดยประมาณ คิดเป็นสัดส่วนของพอร์ต
300,000 ดอลลาร์ (ราว 10 ล้านบาท) ประมาณ 74,800 ดอลลาร์ ราว 25%
1,000,000 ดอลลาร์ (ราว 33 ล้านบาท) ประมาณ 332,800 ดอลลาร์ ราว 33%
3,000,000 ดอลลาร์ (ราว 100 ล้านบาท) ประมาณ 1,132,800 ดอลลาร์ ราว 38%

ตัวเลขข้างต้นคำนวณจากตารางอัตราภาษีรวม (unified rate schedule) หักเครดิต 13,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เกิดวงเงินยกเว้น 60,000 ดอลลาร์ เป็นการประมาณเพื่อให้เห็นภาพขนาดของผลกระทบเท่านั้น ตัวเลขจริงขึ้นกับองค์ประกอบของกองมรดก ค่าใช้จ่ายที่หักได้ และอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันเสียชีวิต ข้อมูลอัตราภาษีและวงเงินยกเว้น ณ เดือนสิงหาคม 2569

ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริง ทายาทต้องเจออะไรบ้าง

ปัญหาไม่ได้จบแค่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่กระบวนการซึ่งกินเวลาเป็นปี ระหว่างนั้นบัญชีมักถูกอายัดจนทายาทขายหรือถอนอะไรไม่ได้เลย ต่อให้ตลาดกำลังร่วงก็ทำอะไรไม่ได้

  1. ยื่นแบบ Form 706-NA ภายใน 9 เดือนนับจากวันเสียชีวิต ขอขยายเวลาได้อีก 6 เดือน แต่การขยายเวลายื่นไม่ได้ขยายเวลาชำระเงิน
  2. รอหนังสือรับรองการโอน (Transfer Certificate) จาก IRS โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยทรัพย์สินจนกว่าจะได้เอกสารตัวนี้ ซึ่งกระบวนการอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี
  3. เตรียมสภาพคล่องจากที่อื่น เพราะต้องจ่ายภาษีก่อนถึงจะปลดล็อกทรัพย์สินได้ กลายเป็นปัญหาไก่กับไข่ที่ทายาทหลายรายต้องไปกู้มาจ่าย
  4. ค่าดำเนินการ ทั้งค่าที่ปรึกษาภาษีที่เชี่ยวชาญกฎหมายสหรัฐฯ ค่าแปลเอกสาร และค่ารับรอง ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขเล็ก ๆ

ลดความเสี่ยงได้ยังไงบ้าง

ทางออกหลักคือเปลี่ยนจากการถือสินทรัพย์ US-situs โดยตรง ไปเป็นเครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันแต่ไม่นับเป็นสินทรัพย์สหรัฐฯ ซึ่งทำได้หลายทางและไม่ได้แปลว่าต้องเลิกลงทุนในตลาดอเมริกา

  • ใช้ DR หรือ DRx ในตลาดหุ้นไทย ได้ผลตอบแทนอิงหุ้นหรือ ETF อเมริกา แต่ตัวตราสารที่ถืออยู่เป็นของไทย ซื้อขายเป็นเงินบาท และเสียภาษีตามเกณฑ์ไทย
  • ใช้ ETF ที่จดทะเบียนในไอร์แลนด์ (UCITS) เป็นวิธีที่นักลงทุนต่างชาติทั่วโลกนิยม นอกจากไม่นับเป็น US-situs แล้ว กองทุนยังเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลหุ้นสหรัฐฯ ที่ 15% ตามสนธิสัญญาไอร์แลนด์–สหรัฐฯ ต่ำกว่าอัตรา 30% ที่คนไทยถือตรงต้องเจอ
  • คุมมูลค่าสินทรัพย์ US-situs ไม่ให้เกินเกณฑ์ เหมาะกับพอร์ตขนาดเล็กที่ยังไม่ถึง 60,000 ดอลลาร์ แต่ต้องคอยติดตาม เพราะมูลค่าที่ใช้คิดคือราคาตลาด ณ วันเสียชีวิต ซึ่งอาจโตเกินเกณฑ์โดยไม่ทันรู้ตัว
  • กระจายไปสินทรัพย์อื่น เช่น พันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลไทย หรือสินทรัพย์ในประเทศ เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งกระจุกอยู่ฝั่งสหรัฐฯ ทั้งหมด
  • วางแผนกับผู้เชี่ยวชาญ ถ้าพอร์ตใหญ่มากจนโครงสร้างซับซ้อน ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีที่ทำงานกับกฎหมายสหรัฐฯ โดยตรง ก่อนจะย้ายทรัพย์สินไปมา เพราะการโอนบางรูปแบบมีภาษีการให้ (gift tax) ตามมาอีกชั้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ US Estate Tax

Estate Tax คืออะไร ต่างจากภาษีมรดกไทยอย่างไร

Estate Tax คือภาษีที่สหรัฐฯ เก็บจากกองมรดกของผู้เสียชีวิตก่อนตกถึงทายาท ส่วนภาษีมรดกไทยเก็บจากผู้รับมรดกที่ได้รับเกิน 100 ล้านบาท ในอัตรา 5% หรือ 10% ต่างกันทั้งฝ่ายที่ถูกเก็บ วงเงิน และอัตรา

ถือหุ้นสหรัฐฯ ผ่านโบรกเกอร์ไทยหรือสิงคโปร์ ยังโดนไหม

ยังโดน เพราะเกณฑ์ตัดสินคือสัญชาติของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ไม่ใช่ที่ตั้งของบัญชีหรือโบรกเกอร์ การย้ายโบรกจึงไม่ได้ช่วยให้พ้นจากภาษีนี้

พอร์ตขาดทุนอยู่ ยังต้องเสียภาษีไหม

ต้องเสีย เพราะฐานที่ใช้คำนวณคือมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ ณ วันเสียชีวิต ไม่ใช่กำไรที่ได้รับ ต่อให้ต้นทุนสูงกว่าราคาตลาดก็ยังคำนวณจากราคาตลาดวันนั้น

ต้องเสีย 40% ของพอร์ตทั้งก้อนเลยหรือเปล่า

ไม่ใช่ อัตรา 40% เป็นเพดานสูงสุดที่ใช้กับส่วนเกิน 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ระบบเป็นขั้นบันไดเริ่มที่ 18% พอร์ตขนาดกลางจึงเสียในอัตราเฉลี่ยราว 25-33% ซึ่งยังถือว่าสูงมากอยู่ดี

ETF อย่าง VOO กับ CSPX ต่างกันตรงไหนในแง่ภาษีนี้

VOO จดทะเบียนในสหรัฐฯ จึงนับเป็น US-situs ส่วน CSPX จดทะเบียนในไอร์แลนด์ จึงไม่นับ ทั้งที่สองตัวลงทุนในดัชนี S&P 500 เหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ประเทศที่จดทะเบียนกองทุน ไม่ใช่สิ่งที่กองทุนไปลงทุน

ต้องรีบย้ายพอร์ตทันทีไหม

ไม่จำเป็นต้องรีบจนขายทิ้งทั้งพอร์ตในวันเดียว เพราะการขายอาจมีภาระภาษีและต้นทุนอื่นตามมา ควรประเมินมูลค่าสินทรัพย์ US-situs ที่ถืออยู่ก่อนว่าเกิน 60,000 ดอลลาร์แล้วหรือยัง แล้วค่อยวางแผนทยอยปรับ

สรุป

US Estate Tax เป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็นในงบกำไรขาดทุนรายวัน แต่โผล่มาทีเดียวตอนที่ครอบครัวรับมือไหวน้อยที่สุด จุดที่ต้องจำคือ วงเงินยกเว้นสำหรับคนไทยอยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์ ภาษีคิดจากมูลค่าตลาดไม่ใช่กำไร และการย้ายโบรกเกอร์ไม่ได้ช่วยอะไร

ข่าวดีคือมีทางแก้ที่ทำได้จริงและถูกกฎหมาย ทั้ง DR ในตลาดไทยและ ETF ที่จดทะเบียนไอร์แลนด์ ซึ่งให้ผลตอบแทนอิงตลาดสหรัฐฯ ได้เหมือนกันโดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงนี้ สิ่งสำคัญคือรู้ตัวตั้งแต่ตอนพอร์ตยังเล็ก จะปรับง่ายกว่ารอจนโตแล้วค่อยแก้

เรื่องกับดักทำนองนี้ยังมีอีกหลายข้อที่คนลงทุนต่างประเทศมักไม่รู้จนกว่าจะเจอกับตัว ใครอยากตามอ่านเชิงลึกเรื่องภาษี ต้นทุนแฝง และกลยุทธ์การลงทุนที่ผ่านการทดสอบจริง ลองแวะดูที่ lifehack trader ได้

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือการลงทุนเป็นรายบุคคล กฎหมายภาษีมีรายละเอียดปลีกย่อยและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ก่อนตัดสินใจปรับโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีที่เชี่ยวชาญกฎหมายสหรัฐฯ