บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง สรุป 5 ทริกส่งต่อมรดกแบบเสียภาษี 0 บาท! วิธีวางแผนทรัพย์สินที่คนรวยนิยมใช้ ทำได้อย่างไร เช็กเลย กันนะคะ สำหรับการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินไม่ใช่เรื่องของมหาเศรษฐีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวควรให้ความสำคัญนะคะ เพราะหากวางแผนอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถช่วยลดความยุ่งยากในการโอนทรัพย์สิน ลดความขัดแย้งระหว่างทายาท และในบางกรณีอาจไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลย ทั้งนี้ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องนั่นเองค่ะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
สรุป 5 ทริกส่งต่อมรดกแบบเสียภาษี 0 บาท ! วิธีวางแผนทรัพย์สินที่คนรวยนิยมใช้ ทำได้อย่างไร เช็กเลย
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงวิธีจัดการภาษีมรดก สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนคือสมการภาษีมรดกของบ้านเรานะคะ อย่างแรกเลย ภาษีมรดกไม่ได้จัดเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท แต่จะจัดเก็บจากทรัพย์สินหลัก ๆ 4 กลุ่ม ดังนี้ค่ะ
– อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน และคอนโดมิเนียม
– หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เช่น หุ้น หุ้นกู้ และกองทุน
– เงินฝากธนาคาร
– ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินเหล่านี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียภาษีมรดกทันที เพราะกฎหมายจะเริ่มจัดเก็บภาษีก็ต่อเมื่อเราได้รับมรดก จากเจ้ามรดกคนเดียวกันรวมกันเกิน 100 ล้านบาท และจะคิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้นค่ะ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้รับมรดกมูลค่า 140 ล้านบาท ส่วนที่ถูกนำมาคำนวณภาษีจะมีเพียง 40 ล้านบาท ไม่ใช่มูลค่าทั้งก้อน ซึ่งส่วนเกินที่ถูกนำมาคิดภาษีนี้ ถ้าผู้รับมรดกเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ลูกหรือหลาน จะคิดในอัตรา 5% และถ้าเป็นคนอื่นจะเสียที่ 10% พูดง่าย ๆ ภาษีมรดกของไทยจะดูว่า เราได้มรดกเป็นทรัพย์สินที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่นั่นเองค่ะ
ถ้าได้เกินจึงค่อยดูต่อว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร เพื่อคิดอัตราภาษีที่ต้องเสียภาษี เมื่อเข้าใจสมการนี้แล้วก็จะเห็นว่า การวางแผนมรดกจึงไม่ได้มีแค่เรื่องการลดมูลค่าทรัพย์สินไม่เกินเกณฑ์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับทั้งประเภททรัพย์สิน และการกระจายมรดกด้วย ซึ่งสามารถสรุปออกมาแบบเข้าใจง่าย ๆ
แบ่งออกเป็น 5 กลยุทธ์ ดังนี้เลยค่ะ
1. เก็บไว้เป็นกองมรดกที่ยังไม่แบ่ง
เมื่อเจ้ามรดกจากไป ทายาทอาจตกลงกันว่าจะยังไม่แบ่งบ้าน ที่ดิน หรือหุ้น ออกมาเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เลือกเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้รวมกันในสถานะที่เรียกว่า กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง การทำแบบนี้ในมุมของกฎหมายภาษีจะตีความว่า ทายาทยังไม่ได้รับมรดก และเมื่อยังไม่ได้รับ ภาระภาษีมรดกจึงยังไม่เกิดขึ้น และหากว่าทรัพย์สินในกองมรดกนั้นสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นจากค่าเช่า หรือเงินปันผล ผู้จัดการมรดกก็แค่นำรายได้เหล่านั้นไปยื่นและเสียภาษีเงินได้ในนามของกองมรดก
ซึ่งกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง จะมีสถานะเป็นหน่วยภาษีแยกต่างหาก แต่ก็มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนหนึ่งนั่นเองค่ะ ส่วนบรรดาดอกผลที่เหลือ หลังจากหักภาษีเงินได้เรียบร้อยแล้ว ทายาทก็สามารถนำมาแบ่งปันกันใช้จ่ายได้ตามปกติ
พูดง่าย ๆ นี่คือกลยุทธ์ซื้อเวลาที่ทำให้ยังไม่ต้องเสียภาษีมรดก และทายาทก็ยังสามารถเก็บเกี่ยวดอกผลจากกองมรดกนั้น ออกมาแบ่งกันใช้จ่ายได้เรื่อย ๆ ตามปกติ
2. ส่งต่อมรดกให้คู่สมรสตามกฎหมาย
อย่างที่เรารู้กันว่า หากได้รับมรดกจากเจ้าของมรดกคนเดียวกันมากกว่า 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีมรดกตามอัตราภาษีที่กำหนด แต่รู้หรือไม่ว่า หากผู้รับมรดกเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่ามรดกก้อนนั้นจะมีมูลค่ามากแค่ไหน ก็จะได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกทั้งจำนวนโดยไม่มีการจำกัดเพดานสูงสุดเลย ด้วยเหตุผลนี้ หลายครอบครัวจึงเลือกส่งต่อความมั่งคั่งให้คู่สมรสก่อน จากนั้นคู่สมรสผู้รับไม้ต่อจึงค่อยบริหารจัดการ หรือทยอยส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลานในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อลดภาระภาษีมรดกลงต่อไป
3. เลือกส่งต่อเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ภาษีมรดกของบ้านเราไม่ได้จัดเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท โดยส่วนใหญ่จะจัดเก็บเฉพาะพวกทรัพย์สินที่มีทะเบียนเท่านั้น นั่นหมายความว่า ทรัพย์สินอย่างทองคำแท่ง เครื่องประดับเพชรพลอย นาฬิกาหรู พระเครื่อง งานศิลปะ
จะไม่ถูกนำมารวมคำนวณเป็นฐานภาษีการรับมรดก ไม่ว่าจะถูกส่งต่อในมูลค่ารวมกันมากมายมหาศาลแค่ไหนก็ตามนะคะ เพราะทรัพย์สินเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในทรัพย์สินที่จะถูกนับรวมเป็นฐานภาษีมรดก ตั้งแต่แรกนั่นเองค่ะ ซึ่งนี่ก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรามักจะเห็นข่าวเหล่ามหาเศรษฐี มักจะนิยมสะสมของมีค่าและงานศิลปะกันนั่นเอง
4. ทยอยส่งต่อทรัพย์สิน ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่
แทนที่จะรอให้ทรัพย์สินทั้งหมดถูกส่งต่อพร้อมกันในรูปของมรดก อีกหนึ่งวิธีที่หลายครอบครัวนิยมใช้ คือการทยอยส่งต่อทรัพย์สินตั้งแต่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ เพราะยิ่งมูลค่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่ในกองมรดกปลายทางน้อยลงเท่าไร โอกาสที่จะเกิดภาระภาษีมรดกก็ยิ่งลดลงตามไปด้วยนั่นเองค่ะ
อย่างไรก็ตาม การส่งต่อทรัพย์สินในช่วงที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่จะไม่ได้อยู่ภายใต้เกณฑ์ภาษีมรดก แต่จะมาอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ภาษีการรับให้แทน โดยในแต่ละปี พ่อแม่สามารถส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกแบบได้รับยกเว้นภาษีรับให้ สูงสุดถึง 40 ล้านบาทต่อคน ซึ่งแยกเป็น 2 ตะกร้า ดังนี้
- ตะกร้าแรก กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่างเช่น บ้าน ที่ดิน สามารถโอนให้ลูกได้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี
- ตะกร้าที่เป็นพวกสังหาริมทรัพย์ เช่น หุ้น หุ้นกู้ เงินฝาก ก็สามารถโอนให้ลูกได้อีกไม่เกิน20 ล้านบาทต่อปีเช่นกัน
นั่นหมายความว่า ถ้าครอบครัวไหนวางแผนล่วงหน้าดี ๆ แล้วทำต่อเนื่องหลายปี มูลค่าทรัพย์สินที่จะกลายเป็นมรดกในวันที่เจ้าของจากไป ก็จะค่อย ๆ ลดลง
เปรียบเสมือนการทยอยย่อขนาดกองมรดกให้เล็กลงเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินไปกระจุกตัวจนล้นเพดาน 100 ล้านบาทในอนาคต และรอดจากภาษีมรดกไปได้แบบเนียน ๆ
5. ประกันชีวิต เครื่องมือเปลี่ยนมรดกให้เป็นเงินปลอดภาษี
ประกันชีวิตถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลัง ที่กลุ่มเศรษฐีนิยมใช้กันมากที่สุดในการส่งต่อความมั่งคั่ง เพราะในทางกฎหมาย เงินสินไหมทดแทนที่ทายาทได้รับจากบริษัทประกันไม่ถูกนับว่าเป็นมรดก ทีนี้ก็เท่ากับว่า แทนที่จะทิ้งเงินก้อนใหญ่ให้นอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารเฉย ๆ ซึ่งเงินฝากถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ถูกนับรวมในฐานภาษีมรดกแน่นอน
เศรษฐีหลายคนจึงเลือกวิธีบริหารจัดการ โดยโยกเงินฝากส่วนนั้นไปจ่ายเป็นเบี้ยประกันชีวิตแล้วระบุชื่อลูกหลานเป็นผู้รับผลประโยชน์แทน ด้วยวิธีบริหารจัดการง่าย ๆ แค่นี้ เมื่อเจ้ามรดกจากไป เงินก้อนนี้ ก็จะส่งตรงถึงมือทายาทในรูปแบบเงินสินไหมทดแทน โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว และที่สำคัญไปกว่านั้น เงินสินไหมที่ได้ยังสามารถใช้เป็นสภาพคล่องเพื่อให้ทายาทมีเงินสดก้อนใหญ่เตรียมไว้ ในกรณีที่จำเป็นต้องจ่ายภาษีมรดกของทรัพย์สินส่วนอื่น ๆ ได้อีกด้วยนะคะ
ดังนั้น สำหรับใครที่อยากวางแผนส่งต่อมรดก สิ่งสำคัญคือ การเริ่มจัดเตรียมโครงสร้างที่เหมาะสม กับทรัพย์สิน และครอบครัวของตัวเองให้เร็วที่สุด และที่สำคัญคือต้องถูกต้องตามกฎหมายนะคะ เพราะยิ่งเริ่มวางแผนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีทางเลือกในการบริหารและส่งต่อความมั่งคั่งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเองค่ะ
ที่มา : WealthThink