ภาพปกอินโฟกราฟิกคู่มือเอาตัวรอดเหตุกราดยิง โทนฟ้า-เขียวสงบ พื้นหลังทางเดินอาคารเรียนที่ว่างเปล่า มีการ์ดสามใบแทนขั้นตอน หนี ซ่อน สู้ พร้อมแถบเบอร์ฉุกเฉิน 191 และ 1669 ด้านล่าง

เมื่อเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า หรือที่สาธารณะ หลักปฏิบัติสากลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ และสื่อการสอนของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีใช้ตรงกันคือ หนี–ซ่อน–สู้ (Run–Hide–Fight) โดยต้องพยายาม “ตามลำดับ” ไม่ใช่เลือกข้อไหนก็ได้ นั่นคือถ้ามีเส้นทางออกที่ปลอดภัยให้ออกจากพื้นที่ทันที ถ้าออกไม่ได้ให้หาที่ซ่อนที่ปิดล็อกได้และมองไม่เห็นตัว และ “สู้” คือทางเลือกสุดท้ายเมื่อชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้าจริงๆ เท่านั้น คู่มือนี้รวบรวมสิ่งที่ควรทำเรียงตามเวลา ตั้งแต่นาทีแรกที่ได้ยินเสียงผิดปกติ วิธีเลือกที่กำบัง การแจ้งเหตุ 191 และ 1669 การห้ามเลือดเบื้องต้นระหว่างรอทีมแพทย์ การปฏิบัติตัวเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามา สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำและไม่ควรทำ ไปจนถึงการดูแลจิตใจหลังเหตุการณ์

เหตุการณ์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ทำให้หลายครอบครัวกลับมาตั้งคำถามว่า “ถ้าเป็นเราจะทำอะไรก่อน” — เราขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทุกท่านอย่างสุดซึ้ง และขอทำหน้าที่ในส่วนที่ทำได้คือเรียบเรียงความรู้เพื่อความปลอดภัยไว้ให้อ่านเตรียมตัวล่วงหน้า คู่มือนี้ไม่มีรายละเอียดผู้ก่อเหตุ วิธีการ หรือลำดับเหตุการณ์ใดๆ เพราะแนวปฏิบัติการรายงานเหตุความรุนแรงของสำนักงาน กสทช. ร่วมกับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ (เผยแพร่ตุลาคม 2568) ระบุให้เน้น “แนวทางป้องกัน วิธีปฏิบัติระหว่างเผชิญเหตุ และช่องทางแจ้งเหตุ–เยียวยา” แทน อนึ่ง เหตุแบบนี้เกิดขึ้นได้ยากมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน และทักษะชุดเดียวกันนี้ยังใช้ได้กับไฟไหม้ แผ่นดินไหว หรือเหตุชุลมุนในที่ชุมนุมชนด้วย เป้าหมายของคู่มือคือเพิ่มโอกาสรอด ไม่ใช่การรับประกันความปลอดภัย

เบอร์ที่ต้องจำก่อนอ่านต่อ:

  • 191 — แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • 1669 — เจ็บป่วย/บาดเจ็บฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
  • 1323 — สายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ฟรี 24 ชั่วโมง
  • 02-126-6565 หรือ LINE @MOESafetyCenter — ศูนย์ความปลอดภัย MOE Safety Center กระทรวงศึกษาธิการ (แจ้งเหตุ/เบาะแสในสถานศึกษา)
  • 1784 — กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำหรับสาธารณภัย

เจอเหตุกราดยิงต้องทำอะไรก่อน

สิ่งแรกที่ต้องทำคือตัดสินใจให้เร็วว่าตอนนี้ “หนีได้ไหม” ถ้าหนีได้ให้หนีทันที ถ้าหนีไม่ได้ให้ซ่อน และเก็บ “สู้” ไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย คู่มือผู้เรียนหลักสูตร FEMA IS-907 ระบุชัดว่าทั้งสามขั้นนี้เป็น “ลำดับ” และย้ำว่าทุกคนต้องประเมินหาวิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดในการปกป้องชีวิตตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนเร็วมากจนการท่องสูตรตายตัวใช้ไม่ได้

เหตุผลที่ต้องช่วยตัวเองก่อนมีอยู่ในเอกสาร Active Shooter: How to Respond ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ (DHS) ที่ระบุว่าเหตุลักษณะนี้ “มักจบภายใน 10 ถึง 15 นาที ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึงที่เกิดเหตุ” คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุจึงต้องเตรียมพร้อมทั้งใจและร่างกายไว้ล่วงหน้า สิ่งที่เตรียมได้ตั้งแต่วันนี้และไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลยคือ นิสัยมองหาทางออกฉุกเฉินทุกครั้งที่เข้าไปในสถานที่ใหม่ — ห้างที่ไปประจำมีทางออกกี่ทาง ห้องเรียนของลูกมีประตูกี่บาน บันไดหนีไฟอยู่ฝั่งไหน การรู้คำตอบไว้ล่วงหน้าคือสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจได้ในไม่กี่วินาที แนวคิดเดียวกับการเตรียมตัวรับภัยธรรมชาติที่เราเคยเรียบเรียงไว้ในคู่มือความปลอดภัยจากฟ้าผ่า คือเตรียมไว้ก่อนดีกว่าไปคิดตอนเกิดเหตุ

ทำไมต้องตัดสินใจเองภายในไม่กี่นาที

เพราะระบบแจ้งเตือนช่วยได้แค่ “บอกว่ามีเหตุ” แต่ไม่ได้บอกว่าต้องทำอะไร ปัจจุบันไทยมีระบบแจ้งเตือนภัยผ่านมือถือ Cell Broadcast ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นผู้กำหนดข้อความ ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, True, NT และ กสทช. เริ่มใช้จริงเมษายน 2568 และทดสอบระดับประเทศครอบคลุม 76 จังหวัดกับกรุงเทพฯ เมื่อ 20 มกราคม 2569 ระบบนี้ครอบคลุมภัย 14 ประเภท ซึ่งรวม “เหตุความรุนแรงในที่สาธารณะ” ด้วย ข้อความจะเด้งพร้อมเสียงเตือนแม้เครื่องปิดเสียงหรือตั้งสั่น แต่หน่วยงานเองก็ยอมรับว่าประชาชนต้องรู้ด้วยว่าเมื่อเสียงสัญญาณดังแล้วต้องทำอย่างไร — ความรู้ส่วนนั้นคือหน้าที่ของคู่มือแบบนี้

ขั้น เลือกเมื่อไหร่ ทำอะไร ห้ามทำ
หนี (Run) มีเส้นทางออกที่เข้าถึงได้และไม่ผ่านจุดเสี่ยง ทิ้งของทั้งหมด ออกไปทันที เตือนคนที่กำลังจะเดินเข้ามา ยกให้เห็นมือ แล้วโทรแจ้งเมื่อถึงที่ปลอดภัย เก็บกระเป๋า/รอให้คนอื่นตัดสินใจตาม/พยายามเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ
ซ่อน (Hide) ออกไม่ได้ หรือเส้นทางออกไม่ปลอดภัย เข้าห้องที่ล็อกได้ ปิดล็อก เอาของหนักขวางประตู ปิดไฟ ปิดม่าน หลบให้พ้นแนวประตูและหน้าต่าง เงียบที่สุด เลือกมุมอับที่ไม่มีทางออกสำรอง/เปิดประตูให้เสียงที่ยังยืนยันตัวไม่ได้/ปล่อยมือถือให้ดังหรือสั่น
สู้ (Fight) ทางเลือกสุดท้าย เมื่อหนีไม่ได้ ซ่อนไม่ได้ และชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้า ตัดสินใจแล้วทำเต็มที่ ใช้ของใกล้ตัวขัดขวาง ตะโกน และร่วมมือกันหลายคน เลือกทางนี้ทั้งที่ยังหนีหรือซ่อนได้/ลังเลครึ่งๆ กลางๆ/พกอาวุธติดตัวไปสถานที่สาธารณะเพื่อ “เตรียมสู้”

ขั้น “สู้” ในเอกสารทางการทุกฉบับ ทั้ง DHS, FEMA IS-907 และ Ready.gov พูดไว้เพียงระดับหลักการเท่านั้นคือ ทำให้เต็มที่ ใช้สิ่งของรอบตัว ส่งเสียง และร่วมมือกัน ไม่มีฉบับใดสอนเทคนิคการต่อสู้ จุดโจมตี หรือการใช้อาวุธ คู่มือนี้จึงเขียนไว้เท่านี้เช่นกัน และขอย้ำว่าการพกอาวุธติดตัวไปสถานศึกษาหรือที่สาธารณะ “เพื่อเตรียมป้องกันตัว” ไม่ใช่คำแนะนำของหน่วยงานใด และสร้างความเสี่ยงใหม่มากกว่าที่ลดลง

หนีอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

ถ้าตัดสินใจหนี ให้ออกทันทีโดยไม่เก็บของ ไม่รอมติของกลุ่ม และเดินหรือวิ่งไปตามเส้นทางที่ไม่ผ่านต้นเสียง เมื่อออกไปได้แล้วจึงค่อยโทรแจ้ง 191 ลำดับการปฏิบัติที่ DHS และ FEMA IS-907 ระบุตรงกันมีดังนี้

  1. นึกเส้นทางออกในหัวให้ได้ก่อนขยับ อย่าออกวิ่งไปในทิศที่ยังไม่รู้ว่าไปจบที่ไหน
  2. ออกไปแม้คนอื่นจะยังไม่ตัดสินใจตาม เอกสารระบุชัดว่า “evacuate regardless of whether others agree to follow” การรอมติกลุ่มทำให้เสียเวลาที่มีค่าที่สุด
  3. ทิ้งของทั้งหมดไว้ กระเป๋า คอมพิวเตอร์ ถุงช้อปปิ้ง ไม่มีอะไรสำคัญกว่าเวลาและมือที่ว่าง
  4. ช่วยคนอื่นออกไปด้วยเท่าที่ทำได้ และเตือนคนที่กำลังจะเดินเข้ามาไม่ให้เข้าพื้นที่
  5. อย่าพยายามเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ เอกสารทางการห้ามไว้ตรงตัว เพราะจะมีทีมกู้ชีพตามเข้ามาทำหน้าที่นี้
  6. ยกให้เห็นมือตลอดเวลาที่เคลื่อนที่ ไม่ใช่เฉพาะตอนเจอเจ้าหน้าที่ และปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ทันทีที่พบ
  7. โทร 191 เมื่อไปถึงจุดที่ปลอดภัยแล้ว

ต้องวิ่งซิกแซ็กหรือวิ่งตรง

คำตอบตรงไปตรงมาคือ ไม่มีหน่วยงานทางการใดระบุรูปแบบการวิ่งไว้เลย ทั้ง FBI, DHS, CISA, FEMA IS-907 และ Ready.gov ไม่มีเอกสารฉบับใดสอนให้วิ่งซิกแซ็กหรือวิ่งเป็นเส้นตรง สิ่งที่เอกสารพูดถึงมีเพียงสามอย่างคือ มีเส้นทางในหัว ทิ้งของ และออกไปให้เร็วที่สุด ข้อถกเถียงเรื่องซิกแซ็กที่เห็นกันในโซเชียลมาจากสื่อและผู้ฝึกสอนเอกชน ไม่ใช่คู่มือของรัฐ ดังนั้นอย่าเสียสมาธิกับรูปแบบการวิ่ง ให้ใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการเลือกเส้นทางที่ออกจากพื้นที่ได้เร็วที่สุดและไม่สวนเข้าหาต้นเสียง

อีกเรื่องที่ต้องพูดให้ชัดคือ อย่าหยุดยกมือถือขึ้นถ่ายคลิปหรือไลฟ์ระหว่างหนี แม้เอกสารสหรัฐจะไม่ได้เขียนข้อนี้เป็นข้อสั่งตรงตัว แต่หลักสองข้อที่เขียนไว้คือ “ทิ้งของ” และ “ให้มือว่างและมองเห็นได้” ครอบคลุมเรื่องนี้อยู่แล้ว บวกกับแนวปฏิบัติของ กสทช. ที่ให้ระวังการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ซ้ำๆ การถ่ายคลิปตอนนั้นจึงมีแต่ความเสี่ยง ทั้งเสียเวลา เสียมือ และอาจเปิดเผยตำแหน่งของคนที่ยังหลบอยู่

ออกไปได้แล้วต้องไปไหนต่อ

ไปให้ไกลจากอาคารและเข้าไปที่จุดรวมพลที่เจ้าหน้าที่กำหนด แล้ว “อยู่ตรงนั้น” DHS ระบุไว้ว่าผู้ที่ออกมาได้จะถูกกันไว้ในพื้นที่ปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะควบคุมได้และสอบปากคำพยานครบ — “อย่าออกจากจุดนั้นจนกว่าเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ออก” หลายคนที่ปลอดภัยแล้วมักอยากขับรถออกทันทีหรือย้อนกลับไปหาคนที่มาด้วยกัน ทั้งสองอย่างทำให้การนับยอดผู้ปลอดภัยพัง และทำให้เส้นทางของรถพยาบาลติดขัด

ซ่อนยังไงให้ปลอดภัยจริง

ที่ซ่อนที่ดีต้องผ่านสามเงื่อนไขตามคู่มือ DHS และ FEMA IS-907 คือ มองไม่เห็นตัวเราจากด้านนอก ป้องกันได้จริงถ้ามีการยิงมาทางนั้น และไม่ขังตัวเองจนไม่มีทางออกสำรอง ตัวอย่างที่เอกสารยกไว้คือห้องที่ปิดและล็อกประตูได้ ไม่ใช่มุมอับหลังชั้นวางของที่เข้าไปแล้วออกไม่ได้

ที่กันกระสุนกับที่บังสายตาต่างกันอย่างไร

ต่างกันมาก และเป็นจุดที่คู่มือไทยส่วนใหญ่ไม่ได้แยกให้ชัด FEMA IS-907 เขียนไว้ตรงตัวว่าให้แยกความต่างระหว่าง “ที่กำบัง (cover) ซึ่งอาจป้องกันกระสุนได้ กับการพรางตัว (concealment) ที่เพียงบังไม่ให้มองเห็น” และสรุปว่าถ้าเลือกได้ให้เอาที่กำบังก่อน ถ้าไม่มีจึงค่อยใช้ที่พรางสายตา ในทางปฏิบัติ เสาคอนกรีต ผนังก่ออิฐฉาบปูน โครงสร้างเหล็กหนา ตู้เอกสารเหล็กที่มีของอัดแน่น หรือฐานบันไดคอนกรีต จัดอยู่ในกลุ่มที่กำบัง ส่วนโต๊ะไม้ ผนังเบา ฉากกั้นออฟฟิศ ม่าน หรือประตูไม้อัด คือการพรางสายตาเท่านั้น — บังให้มองไม่เห็น แต่ไม่ได้หยุดกระสุน หลักคือมีอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมดีกว่าไม่มี แต่ถ้าเลือกได้ให้เลือกของแข็งและหนาไว้ก่อน และอย่ากระจุกตัวรวมกันกลางห้องในแนวเดียวกับประตู

ล็อกประตูไม่ได้ ทำอย่างไรได้บ้าง

ห้องเรียนและห้องประชุมจำนวนมากในไทยล็อกจากด้านในไม่ได้ ทางออกที่เอกสารทางการแนะนำคือใช้ของหนักขวางประตูแทน FEMA IS-907 ระบุว่าการเอาเฟอร์นิเจอร์หนักขวางประตูนอกจากกันการเปิดแล้วยัง “ให้การป้องกันเพิ่มขึ้น” ด้วย ในห้องเรียนจึงใช้โต๊ะครู ตู้เก็บของ หรือโต๊ะนักเรียนหลายตัวดันชิดบานประตูให้เปิดเข้าไม่ได้ แล้วให้ทุกคนหลบไปอยู่นอกแนวประตูและนอกแนวหน้าต่าง สิ่งที่ควรทำต่อทันทีคือปิดไฟ ปิดม่าน/ปิดกระจกช่องมองประตู และเงียบให้มากที่สุด ส่วนโรงเรียนที่ทำได้ควรแก้ที่ต้นทางคือปรับให้ประตูล็อกจากด้านในได้ หรือถ้าปกติเปิดค้าง ให้ตั้งลูกบิดค้างไว้ในตำแหน่งล็อกตลอด เพื่อให้แค่ปิดประตูก็ล็อกทันที ตามคำแนะนำของ Georgia Department of Public Health สหรัฐ

เรื่องมือถือต้องละเอียดกว่าที่หลายคนคิด FEMA IS-907 เขียนไว้ว่าให้ ปิดทั้งเสียงและโหมดสั่น เพราะ “แม้แต่การตั้งสั่นก็เปิดเผยตำแหน่งที่ซ่อนได้” รวมถึงปิดต้นเสียงอื่นทั้งหมด เช่น ทีวี วิทยุ หรือลำโพง เสียงสั่นบนโต๊ะไม้ในห้องที่เงียบสนิทดังกว่าที่คาดมาก และถ้าต้องแจ้งเหตุแต่พูดไม่ได้ ให้โทรแล้วเปิดสายค้างไว้ให้ปลายสายฟังเสียง ซึ่งเป็นวิธีที่ DHS แนะนำไว้ตรงตัว ข้อควรรู้สำหรับคนไทยคือ ยังไม่พบระบบ “ส่งข้อความหา 191 หรือ 1669” อย่างเป็นทางการแบบ Text-to-911 ของสหรัฐ จึงอย่าลอกคำแนะนำ “ส่งข้อความแทนโทร” มาใช้ตรงๆ ให้ยึดการโทรแล้วเปิดสายค้างไว้เป็นหลัก

ข้อสุดท้ายของขั้นซ่อนคือ อย่าเปิดประตูให้ใครง่ายๆ Georgia Department of Public Health ระบุว่าผู้ก่อเหตุอาจเคาะประตู ร้องขอความช่วยเหลือ หรือใช้อุบายอื่นเพื่อให้คนข้างในเปิด จึง “อย่าตอบสนองต่อคำสั่งใดๆ จนกว่าจะยืนยันได้ว่าเป็นตำรวจจริง” และแนะนำให้ตกลงรหัสคำหรือวลีลับกันไว้ล่วงหน้าในที่ทำงานหรือในโรงเรียน ถ้าไม่มีรหัสลับ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือรออยู่เงียบๆ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเปิดเข้ามาเอง

แจ้งเหตุและห้ามเลือดยังไงระหว่างรอหน่วยแพทย์

เมื่อปลอดภัยพอจะสื่อสารได้ ให้โทร 191 สำหรับเหตุร้าย และ 1669 สำหรับผู้บาดเจ็บ โดยบอก “ที่เกิดเหตุ” ให้ชัดเป็นอย่างแรกเสมอ ส่วนการห้ามเลือดใช้หลักสามขั้นคือ กดตรงจุดที่เลือดออก อัดผ้าเข้าแผลลึก และใช้สายรัดห้ามเลือดเฉพาะที่แขนหรือขาเมื่อสองข้อแรกเอาไม่อยู่ ทั้งหมดนี้คือการช่วยเบื้องต้นระหว่างรอทีมแพทย์ ไม่ใช่การรักษา

โทร 1669 ต้องบอกอะไรบ้าง

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติแนะนำลำดับการพูดไว้ชัดเจน คือตั้งสติแล้วโทร บอกว่าเกิดเหตุอะไรและผู้บาดเจ็บมีลักษณะใด บอกสถานที่เกิดเหตุพร้อมเส้นทางเข้าถึงจุดเกิดเหตุให้ชัด บอกเพศ ช่วงอายุ และจำนวนผู้บาดเจ็บ บอกระดับความรู้สึกตัว บอกความเสี่ยงที่อาจเกิดซ้ำในจุดนั้น บอกชื่อและเบอร์ที่ติดต่อกลับได้ จากนั้นทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปลายสายและรอทีมกู้ชีพ ส่วนกรณีเหตุกราดยิงโดยเฉพาะ DHS และ FEMA ระบุข้อมูลที่ศูนย์รับแจ้งต้องการเพิ่มอีกห้าอย่าง ได้แก่ ตำแหน่งของผู้ก่อเหตุ จำนวนผู้ก่อเหตุถ้ามีมากกว่าหนึ่ง รูปพรรณ จำนวนและประเภทอาวุธเท่าที่เห็น และจำนวนผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อในจุดนั้น พูดเท่าที่รู้จริงและไม่ต้องเดา

สายรัดห้ามเลือดใช้เมื่อไหร่

ก่อนอื่นต้องแน่ใจว่าจุดที่เราอยู่ปลอดภัยแล้วและเรียกหน่วยแพทย์ไปแล้ว ผู้ช่วยเหลือต้องไม่กลายเป็นผู้บาดเจ็บรายต่อไป จากนั้นทำตามลำดับของหลักสูตร Stop the Bleed ของ American College of Surgeons ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก DHS

  1. กดห้ามเลือดโดยตรง ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซทาบแล้วกดแรงและตรงจุดที่เลือดออก ใช้มือ ศอก หรือเข่าถ่ายน้ำหนักตัวลงไปก็ได้ กดค้างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 นาทีก่อนเปิดดู ห้ามเปิดดูบ่อยๆ เพราะลิ่มเลือดที่กำลังก่อตัวจะหลุด
  2. อัดแผล (wound packing) สำหรับแผลลึกที่กดอย่างเดียวไม่หยุด ให้ยัดผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดเข้าไปในโพรงแผลแล้วกดทับต่อ ใช้ได้ที่แขน ขา ขาหนีบ และรักแร้ แต่ห้ามยัดผ้าเข้าแผลบริเวณคอ อกและท้อง เพราะแผลที่คออาจไปกดทางเดินหายใจ ส่วนอกกับท้องการอัดแผลไม่ได้ผลและเป็นอันตราย
  3. ใช้สายรัดห้ามเลือด (tourniquet) เฉพาะกรณีบาดเจ็บที่แขนหรือขา และเลือดยังไม่หยุดหลังทำสองขั้นแรก รัดเหนือแผลไปทางลำตัวประมาณ 2–3 นิ้ว (5–7.5 ซม.) ห้ามรัดทับแผลและห้ามรัดทับข้อ บิดแกนจนเลือดหยุดแล้วล็อกไม่ให้คลาย จดเวลาที่เริ่มรัดไว้ เช่น เขียนบนตัวผู้บาดเจ็บ แล้วห้ามคลายหรือถอดออกเองจนกว่าจะถึงมือบุคลากรทางการแพทย์ การรัดที่ถูกวิธีจะเจ็บมาก ความเจ็บไม่ใช่สัญญาณว่าทำผิด และห้ามใช้สายรัดกับคอ ลำตัว ขาหนีบ หรือรักแร้

สิ่งที่คนทั่วไปทำได้จริงคือ กดห้ามเลือด อัดแผลในตำแหน่งที่อนุญาต ใช้สายรัดที่แขนขา อยู่เป็นเพื่อนและปลอบผู้บาดเจ็บ และรายงานสถานการณ์กับ 1669 อย่างต่อเนื่อง หมายเหตุเพื่อความโปร่งใส: หลักการห้ามเลือดในคู่มือนี้อ้างอิงมาตรฐานสากล Stop the Bleed ของ American College of Surgeons ร่วมกับเอกสารของ DHS และ American Red Cross เนื่องจากยังไม่พบแนวทางฉบับทางการภาษาไทยเฉพาะเรื่องนี้ และคู่มือนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล การอบรมปฐมพยาบาลกับหน่วยงานจริงยังจำเป็นเสมอ

ตำรวจมาถึงแล้วต้องทำตัวยังไง

ทำตัวให้เจ้าหน้าที่อ่านออกใน 1 วินาทีว่าเราไม่ใช่ภัยคุกคาม นั่นคือ ยกมือขึ้นให้เห็น กางนิ้ว วางของทุกอย่างในมือลง และทำตามคำสั่งโดยไม่ต่อรอง เอกสาร DHS และ FEMA IS-907 กำหนดพฤติกรรมไว้ชัดเจนดังนี้

  1. ตั้งสติและทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่
  2. วางของในมือลงทั้งหมด ทั้งกระเป๋า เสื้อแจ็กเก็ต และโทรศัพท์
  3. ยกมือขึ้นทันทีและกางนิ้วออก ให้มือมองเห็นได้ตลอดเวลา
  4. อย่าเคลื่อนไหวเร็วเข้าหาเจ้าหน้าที่ อย่าวิ่งเข้าไปกอดหรือเกาะแขนเพื่อขอความปลอดภัย
  5. อย่าชี้นิ้ว อย่ากรีดร้อง
  6. อย่าหยุดถามทางหรือขอความช่วยเหลือระหว่างอพยพ ให้เดินสวนออกไปทางที่เจ้าหน้าที่เดินเข้ามา

เหตุผลที่ต้องเป็นแบบนี้มีสองข้อ ข้อแรก ภารกิจของชุดแรกที่เข้าไปคือหยุดภัยคุกคาม ไม่ใช่การปฐมพยาบาล เอกสารระบุตรงตัวว่าเจ้าหน้าที่ชุดแรกจะไม่หยุดช่วยผู้บาดเจ็บเพราะต้องกำจัดภัยคุกคามก่อน แล้วจะมีทีมกู้ชีพและเจ้าหน้าที่ชุดถัดไปตามเข้ามาดูแลและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ซึ่งอาจขอให้คนที่ยังเดินไหวช่วยพยุงผู้บาดเจ็บออกมาด้วย ข้อสอง เจ้าหน้าที่ต้องแยกคนดีกับคนร้ายด้วยสายตาในเวลาสั้นมาก มือที่ว่างและมองเห็นได้คือสัญญาณเดียวที่เขาอ่านทัน

อีกเรื่องที่ควรรู้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ตกใจคือ เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาอาจมาจากหลายหน่วย FEMA IS-907 เตือนว่าอาจอยู่ในเครื่องแบบต่างกันหรือแม้แต่ชุดธรรมดา ใส่เสื้อเกราะและอุปกรณ์ยุทธวิธี ถืออาวุธยาว อาจใช้สเปรย์พริกไทยหรือแก๊สน้ำตา และอาจตะโกนสั่งหรือผลักคนลงกับพื้นเพื่อความปลอดภัย ทั้งหมดเป็นขั้นตอนปกติ อย่าขัดขืนและอย่าวิ่งหนี เมื่อออกไปถึงจุดรวมพลแล้วให้อยู่ที่นั่นจนกว่าเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้กลับ เพราะต้องระบุตัวผู้รอดและสอบพยานให้ครบก่อน

ผู้ปกครองควรทำอะไรเมื่อได้ข่าว และดูแลใจอย่างไรหลังเหตุการณ์

สิ่งที่ช่วยลูกได้มากที่สุดในชั่วโมงแรกคือ “อย่าเพิ่งไป อย่าเพิ่งโทร” แต่ให้เฝ้าช่องทางประกาศทางการของโรงเรียนและรอจุดรับตัวที่กำหนด เพราะการแห่ไปที่เกิดเหตุทำให้รถฉุกเฉินเข้าออกไม่ได้ และการโทรหาลูกที่กำลังซ่อนอยู่อาจทำให้เสียงหรือแสงจากมือถือเปิดเผยตำแหน่งของเขา ต้องระบุให้ชัดว่าคำแนะนำชุดนี้เป็นแนวทางสากล เพราะจากการตรวจสอบยังไม่พบแนวทางทางการของไทยเรื่องนี้โดยตรง แหล่งอ้างอิงคือ Texas School Safety Center, กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐ (REMS TA Center), สำนักงาน COPS กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ และ NASP

ควรขับรถไปโรงเรียนทันทีไหม

ไม่ควร เว้นแต่ได้รับแจ้งให้ไป Texas School Safety Center ระบุว่าผู้ปกครองที่หลั่งไหลไปที่เกิดเหตุ “ทำให้ผู้เผชิญเหตุทำงานช้าลงและทำให้สถานการณ์ที่ซับซ้อนอยู่แล้วยิ่งซับซ้อนขึ้น” สิ่งที่ควรทำแทนคือ อย่าโทรเข้าโรงเรียนเพราะสายจะเต็มจนโรงเรียนใช้ประสานงานไม่ได้ เฝ้าโทรศัพท์ อีเมล และประกาศทางการ รอแจ้งจุดรับตัว ซึ่งมักไม่ใช่ตัวโรงเรียนแต่เป็นสถานที่อื่น เช่น สถานีดับเพลิงหรือศูนย์ชุมชน เตรียมบัตรประชาชนหรือบัตรที่มีรูปไปด้วย เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ส่งมอบเด็กให้คนที่ไม่มีชื่อในบัตรฉุกเฉิน และเตรียมใจว่ากระบวนการอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง สุดท้ายคืออย่าเชื่อและอย่าส่งต่อข่าวลือในโซเชียล เพราะมันเร่งความสับสนและทำให้คนแห่ไปที่เกิดเหตุมากขึ้น

ในภาวะปกติ สิ่งที่ผู้ปกครองทำได้ล่วงหน้าคือถามโรงเรียนตรงๆ ว่ามีแผนเผชิญเหตุเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ ซ้อมบ่อยแค่ไหน ห้องเรียนล็อกจากด้านในได้กี่ห้อง ช่องทางแจ้งเตือนผู้ปกครองคืออะไร และจุดนัดพบอยู่ตรงไหน ฝั่งนโยบายไทยมีระบบ MOE Safety Center ของกระทรวงศึกษาธิการ และ “แผนเสริมสร้างและแผนเผชิญเหตุเพื่อความปลอดภัยในสถานศึกษา” ของ สพฐ. ซึ่งจำแนกภัยเป็น 4 กลุ่มโดยมีภัยจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์เป็นกลุ่มแรก และกำหนดขั้นตอนตั้งแต่รับแจ้ง ตรวจสอบ รายงานผู้บริหาร แจ้งในระบบ MOE Safety Center แจ้งผู้ปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระงับเหตุ ติดตามดูแล ไปจนถึงรายงานต้นสังกัด อย่างไรก็ตามต้องพูดตามตรงว่าแผนดังกล่าวเป็นแผนเชิงบริหาร รายงาน และเยียวยา ไม่ใช่โปรโตคอลระดับห้องเรียนแบบล็อกดาวน์ และใช้คำว่าให้ซักซ้อม “อย่างเคร่งครัด สม่ำเสมอ” โดยไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งต่อปี ส่วนหลักหนี–ซ่อน–สู้ ในไทยมาจากฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสื่อการสอนของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งมีเวอร์ชันการ์ตูนสำหรับเด็กเล็กด้วย การนัดแนะจุดนัดพบสำรองกับลูกไว้ล่วงหน้าจึงยังเป็นหน้าที่ของครอบครัว เช่นเดียวกับการเตรียมแผนครอบครัวที่เราเคยเขียนไว้ในคู่มือเตรียมรับมือน้ำท่วม

คุยกับลูกเรื่องนี้อย่างไร

เริ่มบทสนทนาก่อนโดยไม่ต้องรอให้เขาถาม เพราะการเงียบทำให้เรื่องน่ากลัวขึ้นในหัวเด็ก และแทบเป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะไม่ได้ยินเรื่องนี้จากโซเชียล แนวทางของ National Child Traumatic Stress Network (NCTSN) แนะนำให้ถามก่อนว่าเขารู้อะไรมาแล้ว ฟังให้ออกว่าอะไรคือข้อมูลผิดและอะไรคือความกลัวที่อยู่ข้างใต้ แก้ข้อมูลผิดอย่างอ่อนโยนด้วยภาษาที่เหมาะกับวัย เปิดให้ถามและตอบตรงๆ เพราะเมื่อเด็กถามว่า “จะเกิดที่โรงเรียนหนูไหม” เขากำลังถามว่า “หนูปลอดภัยไหม” ซึ่งเป็นจังหวะดีที่จะทบทวนแผนความปลอดภัยของครอบครัวด้วยกัน จำกัดการเสพสื่อ โดยเด็กเล็กมากไม่ควรเห็นหรือได้ยินข่าวเรื่องนี้เลย และผู้ใหญ่ก็ควรจำกัดของตัวเองด้วย เป็นแบบอย่างในการรับมืออารมณ์ ใจเย็นกับพฤติกรรมและสมาธิที่จะแย่ลงชั่วคราว และขอความช่วยเหลือเพิ่มเมื่อจำเป็น

อาการที่พบบ่อยในเด็กช่วงแรกตาม NCTSN ได้แก่ สมาธิสั้นลง หงุดหงิดหรือต่อต้านง่ายขึ้น แยกจากผู้ปกครองยากและอยากอยู่ติดผู้ใหญ่ กังวลกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นอีก และการนอนกับการกินเปลี่ยนไป โดยทั่วไปอาการเหล่านี้ควรค่อยๆ ลดลงภายในไม่กี่สัปดาห์ ควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเมื่ออาการยังคงอยู่ รบกวนการใช้ชีวิตหรือการเรียน หรือเมื่อผู้ปกครองรู้สึกกังวล กลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือเด็กที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เด็กที่รู้จักผู้ได้รับผลกระทบ และเด็กที่เคยเจอเหตุการณ์คล้ายกันมาก่อน ในทางเวลา ระยะหนึ่งเดือนแรกจัดเป็นภาวะเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder) ถ้าเกินหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ดีขึ้นจึงเข้าข่าย PTSD เด็กเล็กมักบอกความรู้สึกไม่เป็น จึงแสดงออกเป็นอยู่ไม่นิ่ง สะดุ้งผวาเสียงดัง หงุดหงิด หรือนอนไม่หลับ ควรติดตามอาการที่ 1, 3 และ 6 เดือน

สำหรับผู้ใหญ่ กรมสุขภาพจิตโดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์แนะนำห้าข้อคือ หลีกเลี่ยงการรับข่าวมากเกินไปและใช้เวลากับกิจกรรมอื่นเพิ่มขึ้น หยุดส่งต่อภาพและคลิปความรุนแรง ยอมรับความรู้สึกของตัวเองว่าช็อก เศร้า โกรธ หรือรู้สึกผิดเป็นเรื่องปกติ พูดคุยระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจ และขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกไม่ไหวที่สายด่วน 1323 ซึ่งฟรีตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตยังมีทีม MCATT ที่ลงพื้นที่ประเมินและช่วยเหลือจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤตหลังเหตุการณ์

เหตุผลที่ต้องหยุดดูคลิปซ้ำๆ และหยุดแชร์ ไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท งานวิจัยของ Holman, Garfin และ Silver ตีพิมพ์ใน PNAS ปี 2014 ซึ่งสำรวจตัวแทนประชากรสหรัฐ 4,675 คน หลังเหตุระเบิดบอสตันมาราธอน พบว่าการเสพสื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์ซ้ำๆ สัมพันธ์กับภาวะเครียดเฉียบพลันสูงกว่าการอยู่ในเหตุการณ์จริง และงานต่อเนื่องในปี 2024 พบว่าภาพความรุนแรงแบบกราฟิกยิ่งขยายความทุกข์ทางใจ ขณะที่ NCTSN อธิบายว่าเด็กเล็กแยกไม่ออกว่าคลิปที่ฉายซ้ำคือการรีเพลย์ เขาจะเข้าใจว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นอีก อีกชั้นหนึ่งคือแนวทางของ APA และแคมเปญ Don’t Name Them ที่ชี้ว่าการทำให้ผู้ก่อเหตุมีชื่อเสียงคือแรงจูงใจของการเลียนแบบ ดังนั้นสิ่งที่ควรแชร์คือวิธีเอาตัวรอด เบอร์ขอความช่วยเหลือ และเรื่องราวของคนที่ช่วยเหลือกัน ไม่ใช่คลิปเหตุการณ์ ชื่อ หรือภาพของผู้ก่อเหตุ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หนี ซ่อน สู้ ต้องทำตามลำดับเสมอไหม

ตามลำดับเป็นหลัก คู่มือ FEMA IS-907 ระบุว่าเป็นลำดับความสำคัญ คือถ้ามีเส้นทางออกที่ปลอดภัยให้หนีก่อน ถ้าหนีไม่ได้จึงซ่อน และสู้เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อชีวิตตกอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้า แต่เอกสารเดียวกันก็ย้ำว่าทุกคนต้องประเมินวิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดในการปกป้องชีวิตตัวเองอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ตรงหน้า ไม่ใช่ท่องสูตรตายตัว

ซ่อนหลังโต๊ะไม้หรือผนังยิปซัมกันกระสุนได้ไหม

ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จัดเป็นการพรางสายตา (concealment) คือบังไม่ให้มองเห็น แต่ไม่ได้หยุดกระสุน ส่วนที่กำบัง (cover) ที่อาจป้องกันได้จริงคือของแข็งหนา เช่น เสาคอนกรีต ผนังก่ออิฐฉาบปูน โครงสร้างเหล็ก หรือตู้เอกสารเหล็กที่มีของอัดแน่น FEMA IS-907 ระบุว่าถ้าเลือกได้ให้เลือกที่กำบังก่อน ถ้าไม่มีจึงใช้ที่พรางสายตา

ถ้าซ่อนอยู่แล้วมีคนเคาะประตูบอกว่าเป็นตำรวจ ควรเปิดไหม

อย่าเพิ่งเปิดจนกว่าจะยืนยันได้ Georgia Department of Public Health ระบุว่าผู้ก่อเหตุอาจเคาะประตู ร้องขอความช่วยเหลือ หรือใช้อุบายให้คนข้างในเปิด จึงไม่ควรตอบสนองต่อคำสั่งใดๆ จนกว่าจะยืนยันได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริง แนวทางที่แนะนำคือตกลงรหัสคำหรือวลีลับกันไว้ล่วงหน้าในองค์กรหรือโรงเรียน ถ้าไม่มี ให้อยู่เงียบๆ รอจนเจ้าหน้าที่เปิดเข้ามาเอง

ใช้เข็มขัดแทนสายรัดห้ามเลือดได้ไหม

ไม่พบเอกสารทางการที่รับรองการใช้เข็มขัดเป็นสายรัดห้ามเลือด มาตรฐาน Stop the Bleed อ้างถึงสายรัดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะซึ่งมีแกนบิดให้ขันจนเลือดหยุดและล็อกค้างได้ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ในมือ สิ่งที่ควรทำคือกดห้ามเลือดโดยตรงให้แรงและต่อเนื่อง และอัดผ้าเข้าแผลลึกที่แขน ขา ขาหนีบ หรือรักแร้ พร้อมโทร 1669 ทันที

ผู้ปกครองควรขับรถไปโรงเรียนทันทีเมื่อรู้ข่าวไหม

ไม่ควร เว้นแต่ได้รับแจ้งให้ไป แนวทางของ Texas School Safety Center ระบุว่าผู้ปกครองที่ไปที่เกิดเหตุพร้อมกันจำนวนมากทำให้ผู้เผชิญเหตุทำงานช้าลงและสถานการณ์ซับซ้อนขึ้น สิ่งที่ควรทำคือไม่โทรเข้าโรงเรียน ไม่โทรหาลูกที่อาจกำลังซ่อนอยู่ เฝ้ารอประกาศทางการเรื่องจุดรับตัว และเตรียมบัตรประชาชนไปแสดงตัวรับเด็ก

ดูข่าวและคลิปเหตุการณ์ซ้ำๆ ส่งผลต่อจิตใจจริงไหม

จริง งานวิจัยใน PNAS ปี 2014 ที่สำรวจตัวแทนประชากรสหรัฐ 4,675 คนหลังเหตุระเบิดบอสตันมาราธอน พบว่าการเสพสื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์ซ้ำๆ สัมพันธ์กับภาวะเครียดเฉียบพลันสูงกว่าการอยู่ในเหตุการณ์จริง และเด็กเล็กมักแยกไม่ออกว่าคลิปที่ฉายซ้ำคือการรีเพลย์ จึงเข้าใจว่าเหตุการณ์ยังเกิดอยู่ ถ้ารู้สึกไม่ไหว โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง