เหตุฟ้าผ่ากลางสนามฟุตบอลในไทยเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ เป็นเครื่องเตือนใจว่าฟ้าผ่าคือภัยใกล้ตัวที่มาเร็วกว่าที่หลายคนคิด ฟ้าผ่าเกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าจากเมฆฝนฟ้าคะนองลงสู่พื้น และมักผ่าลงจุดที่สูง แหลม และโดดเดี่ยวที่สุดในบริเวณ คนที่ยืนกลางที่โล่งอย่างสนามกีฬา ทุ่งนา หรือชายหาด จึงกลายเป็นจุดสูงสุดของพื้นที่โดยไม่รู้ตัว ข่าวดีคือภัยชนิดนี้ป้องกันได้เกือบทั้งหมดด้วยการเข้าที่หลบให้เร็ว หลักสำคัญมีเพียงว่า ได้ยินฟ้าร้องเมื่อไหร่ให้รีบเข้าอาคารหรือรถยนต์ทันที และรออย่างน้อย 30 นาทีหลังฟ้าร้องครั้งสุดท้ายก่อนออกมา บทความนี้สรุปแนวทางทั่วไปจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมควบคุมโรค และหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ (NWS/NOAA) ตั้งแต่สาเหตุของฟ้าผ่า จุดเสี่ยง กฎ 30-30 ไปจนถึงวิธีช่วยเหลือผู้ถูกฟ้าผ่าอย่างถูกต้อง
ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร ผ่าลงตรงไหนบ่อยที่สุด?
ฟ้าผ่าเกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างเมฆฝนฟ้าคะนอง (เมฆคิวมูโลนิมบัส) กับพื้นดิน โดยจุดที่ถูกผ่าบ่อยที่สุดคือจุดที่ “สูง แหลม และโดดเดี่ยว” ที่สุดในบริเวณนั้น ไม่ใช่จุดที่มีโลหะชิ้นเล็กอย่างที่เข้าใจกัน
ประจุไฟฟ้าในเมฆฝนฟ้าคะนองก่อตัวได้อย่างไร?
ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า เมฆคิวมูโลนิมบัสเป็นเมฆก้อนขนาดใหญ่ ฐานเมฆสูงจากพื้นราว 2 กิโลเมตร ภายในเมฆมีกระแสอากาศไหลขึ้นลงรุนแรง ทำให้อนุภาคน้ำแข็งและหยดน้ำเสียดสีกันจนเกิดการแยกประจุ ประจุลบจะสะสมอยู่บริเวณฐานเมฆ และเหนี่ยวนำให้พื้นดินด้านล่างมีประจุบวก เมื่อความต่างศักย์สูงพอ อากาศที่ปกติเป็นฉนวนจะถูกทะลวง เกิดการถ่ายเทประจุลงสู่พื้นเป็นสายฟ้าที่เราเห็น
ฟ้าผ่ามีกี่แบบ?
แบ่งกว้างๆ ได้เป็นฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้น ซึ่งเป็นแบบที่อันตรายกับคน ฟ้าแลบระหว่างเมฆกับเมฆหรือภายในก้อนเมฆเอง และแบบที่หลายคนไม่คาดคิดคือ bolt from the blue หรือฟ้าผ่าที่พุ่งออกจากด้านข้างของตัวพายุไปลงพื้นที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ทั้งที่ตรงจุดนั้นฝนยังไม่ตกหรือแดดยังออกอยู่ นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าอย่ารอให้ฝนตกก่อนค่อยหลบ
จุดที่ฟ้าผ่าลงบ่อย: ที่สูง รูปทรงแหลม และโดดเดี่ยว
หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) ระบุว่าปัจจัยที่กำหนดจุดฟ้าผ่าคือความสูง รูปทรงแหลม และความโดดเดี่ยวกลางที่โล่ง ต้นไม้ใหญ่กลางทุ่ง เสาไฟ ยอดตึก หรือคนที่ยืนกลางสนามโล่งๆ จึงเป็นเป้าตามธรรมชาติ ส่วนโลหะชิ้นเล็กที่พกติดตัวไม่ได้เปลี่ยนจุดที่ฟ้าจะผ่าแต่อย่างใด
ทำไมสนามกีฬาและที่โล่งแจ้งถึงเสี่ยงฟ้าผ่าที่สุด?
เพราะในที่ราบโล่งอย่างสนามฟุตบอล ทุ่งนา หรือชายหาด คนคือจุดสูงสุดของบริเวณ อีกทั้งพื้นเปียกและแหล่งน้ำนำไฟฟ้าได้ดี เมื่อคนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ฟ้าผ่าเพียงจุดเดียวจึงทำให้บาดเจ็บพร้อมกันได้หลายคน
ฟ้าผ่าทำร้ายคนได้กี่ทาง?
ตามข้อมูล NWS ฟ้าผ่าทำอันตรายคนได้ 5 กลไก ได้แก่ การผ่าลงตัวคนโดยตรง ซึ่งอันตรายถึงชีวิตที่สุดแต่พบน้อยกว่าแบบอื่น, side flash หรือไฟแลบข้าง คือฟ้าผ่าวัตถุสูงใกล้ตัวเช่นต้นไม้แล้วกระแสกระโดดเข้าหาคนที่ยืนห่างเพียงไม่กี่ฟุต ซึ่งเป็นชะตากรรมของคนหลบฝนใต้ต้นไม้จำนวนมาก, ground current หรือกระแสไหลตามพื้น, การนำกระแสผ่านสายไฟ โลหะ หรือท่อน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผู้บาดเจ็บภายในอาคาร และสุดท้ายคือกระแสพุ่งขึ้นรับหัวฟ้าผ่า (streamer) ซึ่งพบน้อยที่สุด
ทำไมฟ้าผ่าครั้งเดียวถึงมีผู้บาดเจ็บทีเดียวหลายคน?
ตัวการสำคัญคือกระแสไหลตามพื้น เมื่อฟ้าผ่าลงจุดใดจุดหนึ่ง พลังงานจะแผ่ออกไปตามผิวดินโดยรอบเป็นวงกว้าง กลไกนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากฟ้าผ่ามากที่สุด คนที่ยืนบนพื้นบริเวณนั้นจะเกิดความต่างศักย์ระหว่างเท้าสองข้าง กระแสจึงวิ่งผ่านร่างกายได้แม้ไม่ได้ถูกผ่าตรงๆ นี่คือคำอธิบายว่าทำไมเหตุฟ้าผ่าในสนามกีฬาจึงมีคนล้มลงพร้อมกันหลายคนทั้งที่สายฟ้าลงเพียงจุดเดียว และเป็นเหตุผลว่าเมื่อยังอยู่กลางแจ้ง กลุ่มคนควรกระจายตัวออกจากกัน ไม่ยืนเกาะกลุ่มแน่น
ใครคือกลุ่มเสี่ยงในไทย?
ข้อมูลที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ระบุว่าช่วงปี 2563-2567 ประเทศไทยมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากฟ้าผ่าสะสม 284 ราย และเฉพาะเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 มีแล้ว 37 ราย โดยกลุ่มเสี่ยงสูงสุดคือเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และนักเรียนนักศึกษา ช่วงอายุ 15-59 ปี ซึ่งสอดคล้องกับกลไกข้างต้น เพราะเป็นกลุ่มที่ทำงานหรือเล่นกีฬากลางแจ้งในที่โล่งเป็นประจำ
สัญญาณเตือนก่อนฟ้าผ่ามีอะไรบ้าง และกฎ 30-30 คืออะไร?
สัญญาณเตือนหลักคือเมฆดำครึ้มก่อตัวสูง ลมกระโชก ฟ้าแลบ และเสียงฟ้าร้อง หลักจำง่ายที่สุดของ NWS คือ ได้ยินเสียงฟ้าร้องเมื่อไหร่ แปลว่าคุณอยู่ในระยะที่ฟ้าผ่าถึงตัวแล้ว ให้เข้าที่หลบทันที (“When thunder roars, go indoors”) ส่วนกฎ 30-30 คือเครื่องมือช่วยตัดสินใจว่าพายุใกล้แค่ไหนและควรรอนานเท่าไรก่อนออกจากที่หลบ
สัญญาณเตือนที่ต้องรีบหลบ
ก่อนฟ้าผ่ามักมีเมฆก่อตัวสูงเป็นรูปทั่งสีดำครึ้ม ลมเย็นกระโชกแรง ฟ้าแลบและฟ้าร้องเป็นระยะ บางกรณีคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากอาจรู้สึกขนลุกหรือผมตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประจุกำลังสะสมใกล้ตัวและต้องออกจากจุดนั้นทันที ที่สำคัญคืออย่ารอให้ฝนตกก่อนค่อยหลบ เพราะฟ้าผ่าได้ไกลออกไปนอกเขตฝนหลายกิโลเมตร
กฎ 30-30 นับอย่างไร?
กฎ 30-30 ตามแนวทางของ NOAA มีสองส่วน ส่วนแรก เมื่อเห็นแสงฟ้าแลบให้เริ่มนับวินาทีจนได้ยินเสียงฟ้าร้อง ถ้านับได้น้อยกว่า 30 วินาที แปลว่าพายุอยู่ใกล้ในระยะประมาณไม่เกิน 10 กิโลเมตร ต้องเข้าที่หลบทันที ส่วนที่สอง ให้รอ 30 นาทีหลังฟ้าแลบหรือฟ้าร้องครั้งสุดท้ายก่อนออกจากที่หลบ เพราะพายุที่ดูเหมือนผ่านไปแล้วยังผ่ากลับมาได้ ปัจจุบัน NOAA และ NWS เน้นข้อความที่ง่ายกว่านั้นอีกคือ แค่ได้ยินฟ้าร้องก็ให้หลบเลยโดยไม่ต้องรอนับให้ต่ำกว่า 30 วินาที แต่กติกา “รอ 30 นาทีหลังเสียงสุดท้าย” ยังใช้เป็นมาตรฐานเช่นเดิม และอย่าออกจากที่หลบเพียงเพราะฝนหยุด
นับวินาทีประเมินระยะพายุได้อย่างไร?
แสงฟ้าแลบเดินทางถึงตาเราแทบจะทันที แต่เสียงเดินทางช้ากว่ามาก คือประมาณ 1 กิโลเมตรต่อ 3 วินาที ดังนั้นถ้าเห็นฟ้าแลบแล้วนับได้ 9 วินาทีจึงได้ยินฟ้าร้อง พายุอยู่ห่างราว 3 กิโลเมตรเท่านั้น ยิ่งช่วงเวลาระหว่างแลบกับร้องสั้นลงเรื่อยๆ แปลว่าพายุกำลังเคลื่อนเข้าหาตัวเรา
หลบฟ้าผ่าตรงไหนปลอดภัย ตรงไหนห้ามหลบเด็ดขาด?
ที่หลบปลอดภัยมีเพียงสองแบบหลัก คืออาคารปิดมิดชิดขนาดใหญ่ที่มีระบบไฟฟ้าและประปา กับรถยนต์โลหะหลังคาแข็งที่ปิดกระจกมิดชิด ส่วนใต้ต้นไม้ ศาลา เต็นท์ เพิงโล่ง และที่โล่งทุกชนิด ไม่ใช่ที่หลบฟ้าผ่า แม้จะกันฝนได้ก็ตาม
ที่หลบที่ปลอดภัยจริง
อาคารปิดมิดชิดช่วยได้เพราะโครงสร้าง ระบบสายไฟ และท่อประปาทำหน้าที่นำกระแสลงดินแทนตัวเรา เมื่ออยู่ในอาคารแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ออกห่างผนัง ประตู และหน้าต่าง งดอาบน้ำ ล้างจาน หรือแตะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กระหว่างพายุ เพราะกระแสจากฟ้าผ่านำผ่านสายไฟและท่อน้ำเข้ามาถึงตัวได้ นอกจากอันตรายต่อคนแล้ว ไฟกระชากจากฟ้าผ่ายังทำเครื่องใช้ไฟฟ้าพังได้ทั้งบ้าน อ่านรายละเอียดได้ที่ ควรถอดปลั๊กตอนฝนตกฟ้าคะนองไหม ส่วนรถยนต์โลหะหลังคาแข็งปลอดภัยเพราะโครงโลหะนำกระแสไหลลงดินรอบตัวผู้โดยสาร ไม่ใช่เพราะยางรถ ระหว่างพายุให้ปิดกระจกมิดชิดและไม่แตะตัวถังหรือส่วนโลหะของรถ
จุดที่ห้ามใช้หลบ
ห้ามหลบฝนใต้ต้นไม้สูงหรือต้นไม้โดดเดี่ยวเด็ดขาด เพราะต้นไม้คือเป้าฟ้าผ่าชั้นดี และคนที่ยืนใต้ต้นไม้จะรับทั้งไฟแลบข้างและกระแสตามพื้น เช่นเดียวกับศาลา เพิงโล่ง เต็นท์ อัฒจันทร์เปิด และป้ายรถเมล์ ที่ไม่มีผนังปิดและไม่มีระบบนำกระแสลงดิน รวมถึงต้องออกห่างแหล่งน้ำ สระว่ายน้ำ และโครงสร้างโลหะยาวอย่างรั้วลวด ราวเหล็ก รางรถไฟ และเสาไฟ
| สถานที่ | หลบได้ไหม | เหตุผล |
|---|---|---|
| อาคารปิดมิดชิดที่มีระบบไฟฟ้า-ประปา | ปลอดภัย | โครงสร้างและระบบภายในนำกระแสลงดิน แต่ให้ออกห่างผนัง ประตู หน้าต่าง และงดใช้น้ำ-เครื่องใช้ไฟฟ้าระหว่างพายุ |
| รถยนต์โลหะหลังคาแข็ง ปิดกระจกมิดชิด | ปลอดภัย | โครงโลหะนำกระแสลงดินรอบตัวเรา (ไม่ใช่เพราะยางรถ) ห้ามแตะส่วนโลหะระหว่างพายุ |
| ใต้ต้นไม้สูงหรือต้นไม้โดดเดี่ยว | ห้ามหลบ | เสี่ยงไฟแลบข้างและกระแสตามพื้น เหยื่อฟ้าผ่าจำนวนมากคือคนหลบฝนใต้ต้นไม้ |
| ศาลา เพิงโล่ง เต็นท์ อัฒจันทร์เปิด ป้ายรถเมล์ | ห้ามหลบ | ไม่มีผนังปิดล้อมและไม่มีระบบนำกระแสลงดิน กันฝนได้แต่กันฟ้าผ่าไม่ได้ |
| สระน้ำ ชายหาด แหล่งน้ำทุกชนิด | ห้ามหลบ | น้ำนำไฟฟ้าได้ดี กระแสแผ่ไปตามผิวน้ำและพื้นเปียกเป็นวงกว้าง |
| มอเตอร์ไซค์ รถกอล์ฟ รถเปิดประทุน | ห้ามหลบ | ไม่มีโครงโลหะปิดล้อมตัวผู้ขับขี่ จึงไม่มีเส้นทางนำกระแสลงดินแทนตัวเรา |
| ใกล้รั้วลวด ราวเหล็ก รางรถไฟ เสาไฟ | ห้ามหลบ | โลหะยาวนำกระแสจากจุดที่ถูกฟ้าผ่ามาถึงตัวได้แม้อยู่ห่างออกไปมาก |
ถ้าหนีไม่ทันจริงๆ ต้องทำอย่างไร?
คำแนะนำหลักคือวิ่งไปยังอาคารหรือรถยนต์ที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุดเสมอ ท่านั่งยองที่เรียกว่า lightning crouch เป็นเพียงทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่มีที่หลบและหนีไม่ทันจริงๆ เท่านั้น โดยนั่งยองๆ เท้าชิด เขย่งปลายเท้าให้สัมผัสพื้นน้อยที่สุด ก้มศีรษะซุกระหว่างขา และอุดหู ห้ามนอนราบกับพื้นเด็ดขาดเพราะยิ่งเพิ่มพื้นที่รับกระแสตามพื้น ทั้งนี้ NWS ปัจจุบันระบุว่าท่านี้ไม่ได้ทำให้ปลอดภัยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงอย่ามองว่าเป็นวิธีป้องกัน มันเป็นเพียงการลดความเสี่ยงเฮือกสุดท้าย และถ้าอยู่กันหลายคนให้กระจายตัวออกจากกันเพื่อลดโอกาสบาดเจ็บหมู่จากกระแสตามพื้น
ความเชื่อผิดๆ เรื่องฟ้าผ่าที่ควรเลิกเชื่อ
ความเชื่อผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ โลหะหรือมือถือล่อฟ้าผ่า ฟ้าไม่ผ่าซ้ำที่เดิม ยางรถยนต์กันฟ้าผ่า และแตะคนถูกฟ้าผ่าแล้วจะโดนไฟดูด ทั้งหมดนี้ขัดกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และบางข้อทำให้คนเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น
ใส่ทองหรือพกโลหะล่อฟ้าผ่าจริงไหม?
ไม่จริง ปัจจัยที่กำหนดจุดฟ้าผ่าคือความสูง รูปทรงแหลม และความโดดเดี่ยว โลหะชิ้นเล็กบนตัวอย่างสร้อย แหวน หรือหัวเข็มขัด ไม่ได้เปลี่ยนจุดที่ฟ้าจะผ่า อย่างไรก็ตามโลหะนำไฟฟ้าได้ดี จึงควรออกห่างโครงสร้างโลหะยาวๆ อย่างรั้วลวดหรือราวเหล็ก ซึ่งนำกระแสจากจุดที่ถูกผ่ามาถึงตัวได้ไกล
เล่นมือถือตอนฝนฟ้าคะนองทำให้ฟ้าผ่าไหม?
ตัวมือถือไม่ได้ล่อฟ้า สิ่งที่อันตรายจริงคือพฤติกรรมยืนแช่อยู่กลางที่โล่งเพื่อใช้งานมือถือทั้งที่ควรรีบเข้าที่หลบ ความเสี่ยงมาจากตำแหน่งที่คุณยืน ไม่ใช่เครื่องในมือ ส่วนในบ้าน สิ่งที่ควรเลี่ยงระหว่างพายุคือโทรศัพท์แบบมีสายและอุปกรณ์ที่เสียบปลั๊กอยู่ เพราะกระแสนำผ่านสายมาถึงตัวได้
ฟ้าไม่ผ่าซ้ำที่เดิม และรถปลอดภัยเพราะยางรถ จริงหรือ?
ฟ้าผ่าซ้ำที่เดิมได้และผ่าซ้ำบ่อยด้วยในจุดสูง แหลม โดดเดี่ยว ตึกเอ็มไพร์สเตตในนิวยอร์กถูกฟ้าผ่าเฉลี่ยราว 23 ครั้งต่อปี ส่วนเรื่องรถยนต์ สิ่งที่ปกป้องผู้โดยสารคือโครงหลังคาโลหะปิดมิดชิดที่นำกระแสลงดิน ไม่ใช่ยางรถ มอเตอร์ไซค์และรถเปิดประทุนจึงไม่ปลอดภัยแม้จะมียางเหมือนกัน
ช่วยคนถูกฟ้าผ่าอย่างไรให้ถูกวิธีและปลอดภัยทั้งคู่?
ผู้ถูกฟ้าผ่าไม่มีกระแสไฟค้างอยู่ในตัว สามารถแตะตัวเพื่อช่วยเหลือได้ทันทีอย่างปลอดภัย ตามข้อมูลของ CDC ความเชื่อผิดเรื่อง “ไฟค้างในตัว” ทำให้คนรอบข้างลังเลจนเสียนาทีทองในการช่วยชีวิต เพราะสาเหตุการเสียชีวิตเฉียบพลันจากฟ้าผ่าคือหัวใจหยุดเต้น ซึ่งการปั๊มหัวใจที่เริ่มเร็วช่วยให้ผู้ถูกฟ้าผ่าจำนวนมากฟื้นกลับมาได้
ขั้นตอนช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ
- ประเมินความปลอดภัยของจุดเกิดเหตุก่อน ถ้าฟ้ายังคะนองและพื้นที่ยังเสี่ยง สามารถเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปจุดที่ปลอดภัยกว่าได้ทันที เพื่อกันฟ้าผ่าซ้ำทั้งผู้บาดเจ็บและผู้ช่วยเหลือ
- โทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที (หรือสายด่วน ปภ. 1784 สำหรับแจ้งเหตุสาธารณภัย)
- เช็คการหายใจและชีพจรของผู้บาดเจ็บ
- ถ้าไม่หายใจหรือไม่มีชีพจร ให้เริ่มทำ CPR ทันที และถ้ามีเครื่อง AED ในบริเวณให้นำมาใช้ได้เลย
- ถ้ามีผู้บาดเจ็บหลายคนจากเหตุเดียวกัน ให้ช่วยคนที่หมดสติหรือดูเหมือนไม่หายใจก่อน (หลัก reverse triage ของการปฐมพยาบาลผู้ถูกฟ้าผ่า) เพราะคนที่ยังร้องหรือขยับได้มีโอกาสรอดสูงกว่า
- ห่มผ้าป้องกันภาวะตัวเย็น แล้วเฝ้าอาการจนทีมแพทย์มาถึง
อาการแบบไหนต้องพบแพทย์แม้ดูเหมือนปกติ?
ผู้ถูกฟ้าผ่าที่ยังรู้สึกตัวดีก็ควรได้รับการตรวจจากแพทย์เสมอ เพราะกระแสไฟอาจส่งผลต่อหัวใจให้เต้นผิดจังหวะ ทิ้งรอยแผลไหม้ตามผิวหนัง หรือกระทบระบบประสาท การได้ยิน และการมองเห็นในภายหลัง ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ อาการเฉพาะรายให้ยึดคำแนะนำของทีมแพทย์เป็นหลัก และอย่าลืมว่าพายุฝนฟ้าคะนองมักมาพร้อมฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน เตรียมบ้านและครอบครัวให้พร้อมล่วงหน้าได้ด้วยคู่มือเตรียมรับมือน้ำท่วม
คำถามที่พบบ่อย
โดนฟ้าผ่าแล้วมีโอกาสรอดไหม?
มีโอกาสรอดสูงกว่าที่หลายคนคิด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่าผู้ถูกฟ้าผ่าราว 90% รอดชีวิต โดยเฉพาะเมื่อได้รับการช่วยเหลือและทำ CPR อย่างรวดเร็ว แต่ผู้รอดชีวิตจำนวนมากมีผลกระทบระยะยาว เช่น ระบบประสาทหรือการได้ยิน จุดชี้เป็นชี้ตายคือการปั๊มหัวใจให้เร็วที่สุดและโทร 1669 ทันที
เล่นมือถือตอนฝนฟ้าคะนองอันตรายไหม?
ตัวมือถือไม่ได้ล่อฟ้าผ่า อันตรายจริงคือการยืนอยู่กลางที่โล่งระหว่างพายุ ไม่ว่าจะถือมือถือหรือไม่ก็ตาม ส่วนในบ้าน สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการใช้มือถือขณะเสียบสายชาร์จและโทรศัพท์แบบมีสายช่วงฟ้าคะนอง เพราะกระแสไฟนำผ่านสายมาถึงตัวได้
อยู่ในรถตอนฟ้าผ่าปลอดภัยจริงไหม?
ปลอดภัยถ้าเป็นรถยนต์โลหะหลังคาแข็ง ปิดกระจกมิดชิด และไม่แตะส่วนโลหะของรถระหว่างพายุ เหตุผลคือโครงโลหะนำกระแสไฟลงดินรอบตัวผู้โดยสาร ไม่ใช่เพราะยางรถอย่างที่เข้าใจกัน ดังนั้นมอเตอร์ไซค์ รถกอล์ฟ และรถเปิดประทุนจึงไม่ปลอดภัย
กฎ 30-30 นับยังไง?
เห็นแสงฟ้าแลบแล้วนับวินาทีจนได้ยินเสียงฟ้าร้อง ถ้านับได้น้อยกว่า 30 วินาที แปลว่าพายุอยู่ใกล้ ต้องเข้าที่หลบที่ปลอดภัยทันที และหลังจากฟ้าแลบหรือฟ้าร้องครั้งสุดท้าย ให้รออีก 30 นาทีค่อยออกจากที่หลบ ปัจจุบันแนวทางที่ง่ายกว่าคือแค่ได้ยินฟ้าร้องก็ให้หลบทันทีโดยไม่ต้องรอนับ
ฟ้าผ่าซ้ำที่เดิมได้ไหม?
ได้ และเกิดบ่อยด้วยในจุดที่สูง แหลม และโดดเดี่ยว เช่น ตึกเอ็มไพร์สเตตถูกฟ้าผ่าเฉลี่ยราว 23 ครั้งต่อปี ความเชื่อว่าฟ้าไม่ผ่าซ้ำที่เดิมจึงไม่เป็นความจริง และห้ามใช้จุดที่เพิ่งถูกฟ้าผ่าเป็นที่หลบ
ทำไมฟ้าผ่าครั้งเดียวมีคนบาดเจ็บหลายคน?
เพราะพลังงานส่วนใหญ่ทำร้ายคนผ่านกระแสที่ไหลตามพื้น (ground current) และไฟแลบข้างจากวัตถุใกล้เคียง ไม่ใช่การถูกผ่าลงตัวโดยตรง เมื่อคนยืนรวมกลุ่มกันบนพื้นเดียวกันอย่างในสนามกีฬา กระแสจากฟ้าผ่าจุดเดียวจึงวิ่งผ่านหลายคนพร้อมกันได้
