บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง Microsoft เปลี่ยนค่า Appxsvc ให้ทำงานอัตโนมัติ บน Windows 11 กันนะคะ โดย Microsoft เตรียมปรับค่าเริ่มต้นของระบบบน Windows 11 เวอร์ชัน 25H2 และ 24H2 ด้วยการเปลี่ยนให้บริการ AppX Deployment Service (Appxsvc) ทำงานแบบอัตโนมัติตั้งแต่เริ่มบูตเครื่อง จากเดิมที่ Service นี้จะเริ่มทำงานเฉพาะเมื่อมีการเรียกใช้งานแอปจาก Microsoft Store เท่านั้นนะคะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ถูกมองว่าอาจส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรของเครื่องผู้ใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มคอมพิวเตอร์สเปกไม่สูงหรือเครื่องที่มีทรัพยากรจำกัดค่ะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
Microsoft เปลี่ยนค่า Appxsvc ให้ทำงานอัตโนมัติ บน Windows 11

การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านอัปเดต Patch Tuesday ประจำเดือนธันวาคม 2025 หมายเลข KB5072033 ซึ่งครอบคลุม Windows 11 เวอร์ชัน 25H2, 24H2 รวมถึง Windows Server 2025 โดย Microsoft ได้อัปเดตหมายเหตุการออกรุ่นของ Cumulative update เพื่อระบุว่า Appxsvc ถูกเปลี่ยนประเภทการเริ่มต้นจาก Manual (Triggered) มาเป็น Automatic เพื่อเพิ่มความเสถียรของระบบ Microsoft อธิบายว่า การตั้งค่าแบบ Automatic ช่วยให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Microsoft Store พร้อมทำงานอยู่เสมอ ลดโอกาสเกิดปัญหาในกรณีที่แอปไม่สามารถติดตั้งหรืออัปเดตได้ตามปกติ
แต่ในมุมของผู้ใช้ทั่วไป AppX Deployment Service เป็น Service ที่เคยมีรายงานปัญหาเกี่ยวกับการใช้ CPU หน่วยความจำ และดิสก์ในระดับสูงเป็นบางช่วง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของเครื่องลดลง โดยเฉพาะบนคอมพิวเตอร์สเปกไม่สูงหรือเครื่องรุ่นเก่าที่มีทรัพยากรจำกัด เดิมที Service นี้ใช้การตั้งค่าแบบ Manual (Triggered) หรือเริ่มทำงานเฉพาะเมื่อมีการติดตั้งหรืออัปเดตแอปจาก Microsoft Store เท่านั้น ซึ่งช่วยลดภาระของระบบในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน Store แต่เมื่อถูกเปลี่ยนเป็น Automatic บริการดังกล่าวจะทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ตั้งแต่เปิดเครื่อง แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เรียกใช้แอปจาก Store ก็ตาม ส่งผลให้มีความกังวลว่าการใช้ทรัพยากรโดยรวมอาจเพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ

Microsoft ระบุอย่างชัดเจนว่าไม่แนะนำให้ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่า Appxsvc เนื่องจากอาจทำให้แอปจาก Microsoft Store รวมถึงฟีเจอร์ และ Service ที่เกี่ยวข้องทำงานผิดพลาด หรือไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ การปิด Service นี้อาจส่งผลกระทบทั้งต่อการติดตั้งแอป การอัปเดต และความเสถียรของระบบโดยรวมอีกด้วยนะคะ นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมไอทีมองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับแผนระยะยาวของ Microsoft ที่กำลังจะผลักดันการอัปเดตแอปใน Microsoft Store ให้มาอัปเดตผ่านช่องทาง Windows Update โดยตรงแทนในอนาคต หมายความว่ากระบวนการและบริการที่เกี่ยวข้องกับ Store จะต้องพร้อมทำงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
ก่อนหน้านี้ Microsoft เพิ่งประกาศฟีเจอร์ใหม่บน Windows Server 2025 ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดเก็บข้อมูล และความเร็วที่เกี่ยวข้องได้สูงสุดถึง 80% ทำให้การปรับค่าเริ่มต้นบน Windows 11 ครั้งนี้ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เนื่องจากแม้จะมีเป้าหมายด้านความเสถียร แต่ก็อาจแลกมาด้วยภาระด้านการใช้ทรัพยากรของเครื่องผู้ใช้ค่ะ
ที่มา : Neowin
