ภาพกราฟิกประกอบบทความ สี จิ้นผิง คือใคร ประธานาธิบดีจีน (ภาพสัญลักษณ์ ไม่ใช่ภาพบุคคลจริง)

สี จิ้นผิง คือใคร ทำไมชื่อนี้ถึงเป็นกระแสในไทยอีกครั้งช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 คำตอบสั้น ๆ คือเขาคือผู้นำสูงสุดของจีนที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนมาตั้งแต่ปี 2556 และเพิ่งมีบทบาทเกี่ยวกับข่าวไทย-กัมพูชาช่วงกลางปี 2569 บทความนี้สรุปประวัติ เส้นทางอำนาจ ตำแหน่งที่ถืออยู่ในปัจจุบัน ไปจนถึงบทบาทล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับไทยแบบครบถ้วน

สี จิ้นผิง คือใคร

Xi Jinping หรือ สี จิ้นผิง คือ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนคนปัจจุบัน เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ที่กรุงปักกิ่ง ปัจจุบันมีอายุประมาณ 73 ปี (นับถึงกลางปี 2569) เขาถือเป็น ผู้นำสูงสุด (paramount leader) คนแรกของจีนที่เกิดหลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

สี จิ้นผิงเป็นบุตรชายของสี จงซฺวิน อดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน และฉี ซิน มารดา ด้านการศึกษาเขาจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยชิงหัว (ราวปี 2518-2522) ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านทฤษฎีการเมือง/ลัทธิมาร์กซิสม์ และปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ด้านครอบครัว เขาสมรสกับเผิง ลี่ย่วน นักร้อง/ศิลปินชื่อดังของจีนตั้งแต่ปี 2530 และมีบุตรสาวหนึ่งคนชื่อสี หมิงเจ๋อ หากสนใจเปรียบเทียบภูมิหลังของผู้นำประเทศคนอื่น ๆ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ทำความรู้จักกับ Donald Trump และความสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งเล่าประวัติผู้นำในรูปแบบเดียวกัน

ประวัติและเส้นทางสู่อำนาจของสี จิ้นผิง

เส้นทางการเมืองของสี จิ้นผิงเริ่มมีบันทึกชัดเจนตั้งแต่ปี 2542 ในตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน ก่อนไต่ระดับผ่านมณฑลเจ้อเจียงและนครเซี่ยงไฮ้ จนก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2555 และประธานาธิบดีในปี 2556 ใช้เวลาไม่ถึง 15 ปีจากตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศ

การศึกษาและก้าวแรกทางการเมือง

หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัว สี จิ้นผิงบันทึกตำแหน่งสำคัญอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2542 ในฐานะผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน (2542-2545) จากนั้นขยับไปเป็นเลขาธิการพรรคและผู้ว่าการมณฑลเจ้อเจียง (2545-2550) ซึ่งเป็นมณฑลเศรษฐกิจสำคัญของจีน ก่อนได้รับมอบหมายให้ดูแลนครเซี่ยงไฮ้ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำนครช่วงสั้น ๆ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงตุลาคม 2550

การก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดปี 2012-2013

ปี 2551 สี จิ้นผิงได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดี และตั้งแต่ปี 2553 ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (CMC) ซึ่งเป็นการวางฐานอำนาจด้านการทหารไว้ล่วงหน้า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 เมื่อเขาได้รับเลือกเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางต่อจากหู จิ่นเทา ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มีนาคม 2556 ทำให้เขาถือครองทั้งสามตำแหน่งสูงสุดของประเทศพร้อมกัน

ปี ตำแหน่ง
2518-2522 ศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยชิงหัว
2542-2545 ผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน
2545-2550 เลขาธิการพรรค/ผู้ว่าการมณฑลเจ้อเจียง
2550 (มี.ค.-ต.ค.) เลขาธิการพรรคประจำนครเซี่ยงไฮ้
2551-2556 รองประธานาธิบดี
2553 รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (CMC)
2555 (15 พ.ย.) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธาน CMC
2556 (14 มี.ค.) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน
2561 แก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกวาระจำกัด 2 สมัยของตำแหน่งประธานาธิบดี
2565 (ต.ค.) ได้รับเลือกเลขาธิการใหญ่พรรคสมัยที่ 3

ตำแหน่งและอำนาจของสี จิ้นผิงในปัจจุบัน (ประธานาธิบดีจีน)

ปัจจุบันสี จิ้นผิงถือครอง 3 ตำแหน่งสูงสุดของจีนพร้อมกัน ได้แก่ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (CMC) ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่สื่อต่างประเทศเรียกเขาว่าผู้นำสูงสุดของจีน เพราะควบคุมทั้งพรรค รัฐ และกองทัพไว้ในมือเดียว

การถือ 3 ตำแหน่งพร้อมกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในระบบการเมืองจีน อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมากกว่าตำแหน่งประธานาธิบดีซึ่งเป็นเชิงสัญลักษณ์ในหลายประเทศ แต่จีนผูกทั้งสามตำแหน่งไว้ด้วยกัน จุดที่ทำให้อำนาจของสี จิ้นผิงแข็งแกร่งกว่าผู้นำจีนหลายคนก่อนหน้าคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2561 ที่ยกเลิกวาระจำกัด 2 สมัยของตำแหน่งประธานาธิบดี ตามมาด้วยเดือนตุลาคม 2565 ที่เขาได้รับเลือกเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคสมัยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้นำพรรคคนแรกนับตั้งแต่เหมา เจ๋อตุงที่ได้ครองตำแหน่งถึงสมัยที่ 3 ข้อควรรู้คือระบบการเมืองจีนไม่ได้เลือกผู้นำผ่านการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแบบที่หลายประเทศใช้ ผู้ที่สนใจกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเปรียบเทียบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การเลือกตั้ง: ความสำคัญและกระบวนการที่ควรรู้ และหากต้องการเปรียบเทียบระบบผู้นำของจีนกับสหรัฐอเมริกา อ่านได้ที่ ทำความรู้จักกับสหรัฐอเมริกา: ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

บทบาทสี จิ้นผิงและจีนต่อกรณีไทย-กัมพูชา (ข่าว 18 ก.ค. 2569)

ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สี จิ้นผิงมีบทบาทล่าสุดเกี่ยวกับไทยผ่านการหารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรม Xijiao State Guest Hotel นครเซี่ยงไฮ้ ตามที่นายกฯ อนุทินเผย สี จิ้นผิงเสนอตัวเป็นคนกลางช่วยประสานให้ไทยกับกัมพูชาหารือฟื้นฟูความสัมพันธ์ นอกเหนือจากการหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

ระหว่างการหารือ สี จิ้นผิงกล่าวว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนเปรียบเสมือน“ครอบครัวเดียวกัน” และจีนพร้อมสนับสนุนการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับไทย ส่วนประเด็นรถถังจีนที่ขายให้กัมพูชา ฝ่ายจีนชี้แจงว่าเป็นคำสั่งซื้อเก่าที่มีมานานแล้ว และให้ความมั่นใจว่ายุทโธปกรณ์จะไม่ถูกนำไปใช้สร้างความเสียหายต่อไทย นอกจากนี้ยังมีการหารือให้จีนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างแทนไทย เพื่อให้กัมพูชาเข้าร่วมได้สะดวกขึ้น รวมถึงความร่วมมือด้าน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านกลไก “2+2” ทั้งนี้ สี จิ้นผิงตอบรับคำเชิญเยือนไทยอย่างเป็นทางการระดับ State Visit แล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศวันที่ชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์การทูตไทย-กัมพูชา-จีนยังดำเนินอยู่ ข้อมูลในส่วนนี้จึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความคืบหน้าในอนาคต

บทบาทจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตามที่นายกฯ อนุทินเผยหลังการหารือ จีนเสนอตัวเป็นคนกลางช่วยประสานไทย-กัมพูชา พร้อมมีการหารือให้จีนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างแทนไทย เพื่อให้กัมพูชาเข้าร่วมได้สะดวกขึ้น ควบคู่ไปกับการหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุนด้าน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านกลไก “2+2” ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังละเอียดอ่อนทางการทูต จึงควรติดตามความคืบหน้าจากแหล่งข่าวทางการต่อไป

นโยบายและวิสัยทัศน์สำคัญของสี จิ้นผิง

นโยบายที่สร้างชื่อให้สี จิ้นผิงมากที่สุดคือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ที่ประกาศแนวคิดครั้งแรกในปี 2556 ตามมาด้วยการรณรงค์ปราบคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน

  • โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative): ประกาศแนวคิด Silk Road Economic Belt ครั้งแรกเดือนกันยายน 2556 ที่คาซัคสถาน และ Maritime Silk Road เดือนตุลาคม 2556 ที่อินโดนีเซีย เป็นโครงการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างจีนกับภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก
  • การรณรงค์ปราบคอร์รัปชัน: เริ่มทันทีหลังการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 18 ในปี 2555 ภายใต้สโลแกน “ตีเสือ ตบแมลงวัน” ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงและระดับล่าง ถือเป็นการปราบคอร์รัปชันที่เป็นระบบที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองของพรรค
  • นโยบาย Zero-COVID ในช่วงการระบาดใหญ่ ก่อนถูกยกเลิกหลังมีการประท้วง
  • กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง ที่ประกาศใช้ในปี 2563

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สี จิ้นผิง เกิดวันที่เท่าไร อายุเท่าไร?

สี จิ้นผิงเกิดวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อนับถึงกลางปี 2569 เขามีอายุประมาณ 73 ปี

สี จิ้นผิง เป็นประธานาธิบดีจีนมาตั้งแต่ปีไหน?

สี จิ้นผิงเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556 ก่อนหน้านั้นเขาได้รับเลือกเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สี จิ้นผิง ต่างจากผู้นำจีนคนก่อนอย่างไร (เช่น หู จิ่นเทา)?

ความแตกต่างสำคัญคือสี จิ้นผิงแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2561 เพื่อยกเลิกวาระจำกัด 2 สมัยของตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งผู้นำก่อนหน้าอย่างหู จิ่นเทาดำรงตำแหน่งเพียง 2 สมัยตามธรรมเนียมเดิม นอกจากนี้ในเดือนตุลาคม 2565 สี จิ้นผิงยังได้รับเลือกเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคสมัยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้นำพรรคคนแรกนับตั้งแต่เหมา เจ๋อตุงที่ได้ครองตำแหน่งถึงสมัยที่ 3

ทำไมสี จิ้นผิงถึงถือ 3 ตำแหน่งพร้อมกัน?

สี จิ้นผิงถือครองตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางพร้อมกัน เพื่อควบคุมอำนาจทั้งด้านพรรค รัฐ และกองทัพไว้ในมือเดียว เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นเอกภาพ

จีนเกี่ยวข้องอย่างไรกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา?

ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ตามที่นายกฯ อนุทินเผยหลังการหารือกับสี จิ้นผิง จีนเสนอตัวเป็นคนกลางช่วยประสานให้ไทยกับกัมพูชาหารือฟื้นฟูความสัมพันธ์ พร้อมชี้แจงประเด็นการขายรถถังให้กัมพูชาว่าเป็นคำสั่งซื้อเก่า และยืนยันจะไม่นำไปใช้สร้างความเสียหายต่อไทย ทั้งนี้สถานการณ์ยังอยู่ระหว่างการเจรจาและอาจมีความคืบหน้าเพิ่มเติมในอนาคต

สี จิ้นผิง จะอยู่ในตำแหน่งได้อีกนานแค่ไหน?

เนื่องจากรัฐธรรมนูญจีนถูกแก้ไขในปี 2561 ให้ยกเลิกวาระจำกัด 2 สมัยของตำแหน่งประธานาธิบดี สี จิ้นผิงจึงไม่มีข้อจำกัดวาระตามกฎหมายที่ต้องพ้นตำแหน่งในเวลาที่แน่นอน ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคสมัยที่ 3 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ซึ่งยังไม่มีข้อมูลกำหนดวันพ้นตำแหน่งที่ชัดเจน