ทุกครั้งที่มีข่าวสถิติภาษี หลายคนสงสัยว่าทำไมคนไทยยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากว่า 12 ล้านคน แต่มีคนถึงเกณฑ์ต้องจ่ายจริงเพียงราว 5 ล้านคน คำตอบสั้น ๆ คือ “ยื่นภาษี” กับ “เสียภาษี” เป็นคนละเรื่องกัน การยื่นแบบเป็นหน้าที่ตามกฎหมายเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ยื่น ส่วนการเสียภาษีจะเกิดต่อเมื่อคุณมี “เงินได้สุทธิ” เกิน 150,000 บาทต่อปี หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว คนจำนวนมากพอหักค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนแล้วเหลือเงินได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ จึงต้องยื่นแบบแต่ภาษีเป็นศูนย์ ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้จึงมาจากโครงสร้างอัตราภาษีขั้นบันไดและค่าลดหย่อน ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำภาษีเฉพาะบุคคล ควรยึดประกาศกรมสรรพากรล่าสุดเสมอ
ทำไมยื่นภาษี 12 ล้านคน แต่จ่ายจริงแค่ราว 5 ล้านคน?
เพราะ “การยื่น” คือหน้าที่รายงานรายได้เมื่อถึงเกณฑ์ ส่วน “การจ่าย” ขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คนส่วนใหญ่ที่ต้องยื่นจึงมีเงินได้สุทธิต่ำกว่าเกณฑ์ 150,000 บาท ทำให้ภาษีเป็นศูนย์ ตัวเลขที่มักถูกอ้างคือ ผู้ยื่นแบบราว 12.57 ล้านคน แต่มีเงินได้สุทธิถึงเกณฑ์ต้องจ่ายจริงราว 5.14 ล้านคน (อ้างอิงกรุงเทพธุรกิจ ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับกรมสรรพากรที่ rd.go.th) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มปีก่อนหน้าที่ราว 60% ของผู้ยื่นได้รับยกเว้นเพราะเงินได้สุทธิต่ำกว่าเกณฑ์
“ยื่นภาษี” กับ “เสียภาษี” ต่างกันอย่างไร?
ยื่นภาษีคือการกรอกแบบแสดงรายการเพื่อรายงานรายได้ต่อกรมสรรพากรเมื่อรายได้ทั้งปีถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่วนเสียภาษีคือการมีจำนวนภาษีที่ต้องชำระจริง ทั้งสองอย่างใช้เกณฑ์คนละตัว คุณอาจต้องยื่นแบบแต่ไม่ต้องจ่ายภาษีเลยก็ได้ และการยื่นยังเป็นช่องทางขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินอีกด้วย
ทำไมคนจำนวนมากยื่นแล้วภาษีเป็นศูนย์?
เพราะก่อนจะถึง “เงินได้สุทธิ” ต้องนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนก่อน คนเงินเดือนไม่สูงเมื่อหักค่าใช้จ่ายเหมา ค่าลดหย่อนส่วนตัว และประกันสังคมแล้ว มักเหลือเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับยกเว้นภาษี (อัตรา 0%) ภาษีที่ต้องจ่ายจึงเท่ากับศูนย์
ตัวเลขนี้สะท้อนอะไร?
ในเชิงข้อเท็จจริง ตัวเลขนี้สะท้อนว่าฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยค่อนข้าง “แคบ” คือมีคนยื่นมากแต่ส่วนใหญ่ไม่ถึงเกณฑ์ต้องจ่าย เป็นผลจากโครงสร้างขั้นบันไดที่ยกเว้นเงินได้สุทธิก้อนแรกและระบบค่าลดหย่อน ไม่ใช่การหลบเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด
ใครต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบ้าง?
เกณฑ์ “ต้องยื่น” ดูจากรายได้รวมทั้งปีก่อนหักค่าใช้จ่าย ไม่ได้ดูว่ามีภาษีต้องจ่ายหรือไม่ หากรายได้ทั้งปีถึงเกณฑ์ที่กำหนด คุณมีหน้าที่ยื่นแบบแม้สุดท้ายภาษีจะเป็นศูนย์ก็ตาม
เกณฑ์เงินได้ที่ต้องยื่นคือเท่าไร?
สำหรับผู้มีเงินได้ประเภทเงินเดือนอย่างเดียว (มาตรา 40(1)) หากเป็นโสดและมีเงินได้เกิน 120,000 บาทต่อปี ต้องยื่น ส่วนผู้มีคู่สมรสรวมกันเกิน 220,000 บาทต่อปีต้องยื่น กรณีมีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เกณฑ์ยื่นจะต่ำกว่านั้นคือโสดเกิน 60,000 บาทต่อปี และสมรสเกิน 120,000 บาทต่อปี (อ้างอิงกรมสรรพากร)
มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ ค้าขายออนไลน์ ต้องยื่นไหม?
ทุกกลุ่มต้องยื่นเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ มนุษย์เงินเดือนดูเกณฑ์เงินได้ 40(1) ส่วนฟรีแลนซ์และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มักมีเงินได้ประเภทอื่นซึ่งใช้เกณฑ์ยื่นที่ต่ำกว่า ทั้งนี้รายได้บางประเภทได้รับการยกเว้นและไม่ต้องนำมารวมคำนวณ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเงินได้ 21 ประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีเพื่อดูว่ารายได้ก้อนไหนไม่ต้องนำมารวม
ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 กับ 91 ต่างกันตรงไหน?
โดยทั่วไป ภ.ง.ด.91 ใช้สำหรับผู้มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว ส่วน ภ.ง.ด.90 ใช้สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภทหรือมีรายได้อื่นนอกจากเงินเดือน ช่วงเวลายื่นแบบประจำปีปกติอยู่ในช่วงต้นปีถัดไป และการยื่นออนไลน์มักมีระยะเวลาผ่อนผันยาวกว่ายื่นกระดาษ ควรตรวจสอบกำหนดการล่าสุดกับกรมสรรพากรทุกปี
รายได้เท่าไรถึงต้องเริ่มเสียภาษี?
คุณจะเริ่มเสียภาษีเมื่อ “เงินได้สุทธิ” เกิน 150,000 บาทต่อปี เพราะเงินได้สุทธิก้อนแรก 150,000 บาทได้รับยกเว้นในอัตรา 0% เสมอ อัตราภาษีจะเริ่มคิดจากบาทที่ 150,001 ขึ้นไปเท่านั้น
สูตรคำนวณเงินได้สุทธิเป็นอย่างไร?
สูตรพื้นฐานคือ เงินได้สุทธิ = เงินได้ − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน สำหรับเงินเดือน (40(1)(2)) หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จากนั้นหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และค่าลดหย่อนอื่น ๆ ที่มีสิทธิ ตัวเลขที่เหลือคือเงินได้สุทธิที่นำไปเทียบกับอัตราภาษีขั้นบันได
อัตราภาษีขั้นบันไดเป็นเท่าไร?
อัตราภาษีเป็นแบบขั้นบันได หมายความว่าแต่ละขั้นคิดเฉพาะส่วนของเงินได้สุทธิที่อยู่ในช่วงนั้น ไม่ใช่เอาอัตราสูงสุดคูณเงินได้ทั้งก้อน อัตราต่อไปนี้ใช้ต่อเนื่องถึงปีภาษี 2568 (ยื่นปี 2569) อ้างอิงกรมสรรพากร
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น (0%) |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| 5,000,000 บาทขึ้นไป | 35% |
เงินเดือนประมาณเท่าไรถึงเริ่มมีภาษีจ่ายจริง?
ลองดูตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ (ไม่ใช่ตัวเลขของบุคคลจริง) มนุษย์เงินเดือนโสดที่ได้เดือนละ 25,000 บาท หรือปีละ 300,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคมสูงสุด 9,000 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิราว 131,000 บาท ซึ่ง ไม่ถึง 150,000 บาท จึงต้องยื่นแบบแต่ยังไม่มีภาษีต้องจ่าย นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ “ยื่นเยอะแต่จ่ายน้อย” ผู้ที่เริ่มมีภาษีจ่ายจริงมักเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงขึ้นหรือมีค่าลดหย่อนน้อยกว่านี้
ค่าลดหย่อนช่วยลดภาษีได้ยังไง?
ค่าลดหย่อนทำหน้าที่ดึงเงินได้สุทธิให้ต่ำลง ทำให้คุณตกไปอยู่ในขั้นภาษีที่ต่ำลงหรืออาจไม่ต้องเสียภาษีเลยหากลดหย่อนดันเงินได้สุทธิลงต่ำกว่า 150,000 บาท ยิ่งใช้สิทธิลดหย่อนที่ตัวเองมีได้ครบ ภาระภาษีก็ยิ่งลด
ค่าลดหย่อนยอดนิยมมีอะไรบ้าง?
รายการต่อไปนี้เป็นค่าลดหย่อนที่คนส่วนใหญ่ใช้ได้ วงเงินและเงื่อนไขบางรายการปรับเปลี่ยนได้ตามประกาศแต่ละปี ควรยึดเกณฑ์กรมสรรพากรปีนั้นเป็นหลัก
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ได้ทุกคนที่ยื่นแบบ
- คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท
- บุตรชอบด้วยกฎหมาย 30,000 บาทต่อคน (บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ได้ 60,000 บาท)
- ประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 9,000 บาทต่อปี
- เบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ตามเงื่อนไขและวงเงินที่กรมสรรพากรกำหนด
- กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุน RMF ตามวงเงินและเงื่อนไขแต่ละปี
- ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน และเงินบริจาค ตามหลักเกณฑ์
รายการอื่นและวงเงินล่าสุดควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนใช้สิทธิทุกครั้ง
ทำไมสองคนรายได้เท่ากันแต่จ่ายภาษีไม่เท่ากัน?
เพราะค่าลดหย่อนของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่มีบุตร มีคู่สมรสไม่มีเงินได้ ผ่อนบ้าน หรือลงทุนในกองทุนที่ลดหย่อนได้ จะมีเงินได้สุทธิต่ำกว่าคนที่ไม่มีสิทธิเหล่านี้ แม้รายได้ตั้งต้นจะเท่ากัน ภาษีที่ต้องจ่ายจึงต่างกันตามค่าลดหย่อนที่แต่ละคนใช้ได้
วางแผนลดหย่อนพื้นฐานทำเองได้ไหม?
ทำได้ เริ่มจากรวบรวมสิทธิที่คุณมีอยู่แล้ว เช่น ประกันสังคม บุตร คู่สมรส แล้วประเมินว่าเงินได้สุทธิอยู่ขั้นไหน หากใกล้เส้นแบ่งขั้นภาษี การใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยลดภาระได้ บทความนี้ไม่ชี้นำผลิตภัณฑ์การเงินใดเป็นการเฉพาะ ควรพิจารณาตามความเหมาะสมของตนเองและตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุด
ยื่นภาษีออนไลน์ทำยังไง และไม่ยื่นมีโทษไหม?
คุณสามารถยื่นแบบผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้ด้วยตัวเอง และหากถึงเกณฑ์ต้องยื่นแล้วไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้า จะมีค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย โทนของบทลงโทษเป็นเรื่องให้ข้อมูล ไม่ใช่การขู่
ขั้นตอนยื่นออนไลน์และเอกสารที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง?
ขั้นตอนคร่าว ๆ คือลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ e-Filing กรอกรายได้และค่าลดหย่อน ระบบจะคำนวณภาษีให้ แล้วยืนยันการยื่น เอกสารที่ควรเตรียมได้แก่หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และหลักฐานค่าลดหย่อนต่าง ๆ ดูวิธีทำแบบละเอียดได้ที่คู่มือวิธียื่นภาษีออนไลน์ซึ่งอธิบายทีละขั้นตอน
ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแต่ไม่ยื่นหรือยื่นช้า มีบทลงโทษอะไร?
กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนด มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท หากมีภาษีต้องชำระแต่ชำระล่าช้า จะเสีย “เงินเพิ่ม” ในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน) ทั้งนี้ถ้าไม่มีภาษีต้องเสีย ก็ไม่มีเงินเพิ่ม ส่วนกรณีถูกประเมินย้อนหลังอาจมี “เบี้ยปรับ” เพิ่มอีก 1-2 เท่าของภาษีขึ้นกับกรณี รายละเอียดและการลดหย่อนโทษควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร
ยื่นแล้วภาษีเป็นศูนย์ยังต้องยื่นอยู่ไหม?
หากรายได้ทั้งปีถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่น คุณยังมีหน้าที่ยื่นแบบแม้ผลลัพธ์ภาษีจะเป็นศูนย์ เพราะเกณฑ์ยื่นกับเกณฑ์จ่ายเป็นคนละตัว การยื่นยังช่วยให้ขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินได้ด้วย
สรุป ตกลงเราต้องยื่นหรือต้องจ่าย?
สรุปให้เข้าใจง่าย ให้ตอบคำถามตามลำดับ 3 ข้อ คือ (1) รายได้ทั้งปีถึงเกณฑ์ต้องยื่นหรือไม่ เช่น เงินเดือนโสดเกิน 120,000 บาท (2) เมื่อคำนวณแล้วเงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาทหรือไม่ ถ้าเกินจึงเริ่มมีภาษีต้องจ่าย และ (3) ใช้สิทธิค่าลดหย่อนครบหรือยัง เพราะอาจดึงเงินได้สุทธิลงจนไม่ต้องเสีย ภาพรวมตัวเลข ยื่นราว 12.57 ล้านคน แต่จ่ายจริงราว 5.14 ล้านคน จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นผลของโครงสร้างขั้นบันไดและค่าลดหย่อน (อ้างอิงกรุงเทพธุรกิจ ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับกรมสรรพากร) เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไปตามโครงสร้างภาษีปัจจุบัน ไม่ใช่คำแนะนำภาษีเฉพาะบุคคล ควรตรวจสอบประกาศกรมสรรพากรล่าสุดหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย
ยื่นภาษีกับเสียภาษีต่างกันยังไง?
ยื่นภาษีคือหน้าที่รายงานรายได้ต่อกรมสรรพากรเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ยื่น ส่วนเสียภาษีคือการมีภาษีต้องจ่ายจริง ซึ่งเกิดเมื่อเงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาทต่อปี ทั้งสองใช้เกณฑ์คนละตัว จึงยื่นแบบได้แม้ภาษีเป็นศูนย์
รายได้เท่าไรถึงเริ่มเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา?
เริ่มเสียภาษีเมื่อเงินได้สุทธิ ซึ่งคือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เกิน 150,000 บาทต่อปี เพราะเงินได้สุทธิก้อนแรก 150,000 บาทได้รับยกเว้นในอัตรา 0%
เงินเดือนเท่าไรต้องยื่นภาษี?
ผู้มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียวที่เป็นโสดและมีเงินได้ทั้งปีเกิน 120,000 บาทต้องยื่น ส่วนผู้มีคู่สมรสรวมกันเกิน 220,000 บาทต้องยื่น กรณีมีเงินได้ประเภทอื่นเกณฑ์จะต่ำกว่านี้ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร
ยื่นแล้วภาษีเป็นศูนย์ ต้องยื่นอีกไหม?
ถ้ารายได้ทั้งปีถึงเกณฑ์ต้องยื่น ก็ยังต้องยื่นแบบแม้ไม่มีภาษีต้องจ่าย เพราะเกณฑ์ยื่นแยกจากเกณฑ์จ่าย และการยื่นยังใช้ขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้
ไม่ยื่นภาษีมีโทษไหม?
มี หากถึงเกณฑ์ต้องยื่นแล้วไม่ยื่นภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และหากมีภาษีค้างชำระจะเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน รายละเอียดควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร
ค่าลดหย่อนช่วยให้ไม่ต้องเสียภาษีได้จริงไหม?
ได้ หากค่าลดหย่อนดึงเงินได้สุทธิลงต่ำกว่า 150,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษี เพราะช่วงเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นในอัตรา 0%
