บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง ไทยเจออัตราสูงสุด 12.5%! สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีมาตรา 301 กับ 60 ประเทศ ผู้ส่งออกไทยต้องจับตา อัปเดตล่าสุดกันนะคะ หลังจากสหรัฐฯประกาศใช้มาตรา 301 เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับ 60 เขตเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผลประเทศไทยเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 12.5
ซึ่งมาตรการนี้ มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ประเทศคู่ค้าบังคับใช้กฎหมายต่อต้านแรงงานบังคับและแก้ไขปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมซึ่งกระทบต่อสหรัฐฯนั่นเองค่ะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
ไทยเจออัตราสูงสุด 12.5%! สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีมาตรา 301 กับ 60 ประเทศ ผู้ส่งออกไทยต้องจับตา อัปเดตล่าสุด
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศว่า นายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ดำเนินการขั้นสุดท้ายตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ จากกรณีที่ไม่ได้กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ร้อยละ12.5
การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการไต่สวนของ USTR ซึ่งประกอบด้วยการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะสองรอบ ความเห็นที่ยื่นเข้ามากว่า 2,100 ฉบับ และการหารือกับรัฐบาลประเทศคู่ค้า
นายกรีเออร์ระบุว่า สหรัฐฯ มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับมาเกือบหนึ่งศตวรรษและบังคับใช้อย่างเข้มงวด ถึงเวลาแล้วที่ประเทศคู่ค้าจะต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน เนื่องจากที่ผ่านมาการโน้มน้าวทางศีลธรรมไม่สามารถขจัดแรงงานบังคับออกจากห่วงโซ่อุปทานโลกได้พร้อมระบุว่ามาตรการนี้เป็นการแก้ไขทั้งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติทางการค้าที่บิดเบือน
ไทยอยู่ในกลุ่ม 54 เขตเศรษฐกิจที่ไม่มีมาตรการห้ามนำเข้า
ในการวินิจฉัยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 USTR จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม 54 เขตเศรษฐกิจที่ไม่ได้กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผลร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินเดีย ออสเตรเลีย บราซิลนิวซีแลนด์ นอร์เวย์ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย ตุรกี และสหราชอาณาจักร เป็นต้น ขณะที่อีก 6 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน ถูกวินิจฉัยว่ามีมาตรการอยู่แล้วแต่บังคับใช้ไม่มีประสิทธิผล
เนื่องจากไทยไม่ปรากฏชื่อในกลุ่มที่ได้รับอัตราร้อยละ 10 และไม่อยู่ในกลุ่มที่มีเงื่อนไขเฉพาะสินค้าจากไทยจึงเข้าข่ายอัตราภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 12.5 ตามหมวด “เขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ถูกไต่สวน“
อัตราภาษี 3 ระดับ
ร้อยละ 10 สำหรับเขตเศรษฐกิจที่
(1) มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับแล้ว
(2) ให้คำมั่นว่าจะกำหนดและบังคับใช้ผ่านความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) หรือ
(3) มีมาตรการบางส่วนที่มีผลป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับบางประเภท ได้แก่อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัสอินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา ตรินิแดดและโตเบโก และสหราชอาณาจักร
ร้อยละ 10 หรือ 12.5 หักด้วยอัตราภาษีชาติ ที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN) สำหรับสินค้าบางรายการจากสหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้รับการยกเว้นตามรายละเอียดในประกาศ Federal Register
ร้อยละ 12.5 สำหรับเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ถูกไต่สวน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยค่ะ
สินค้าที่ได้รับการยกเว้น
USTR กำหนดให้ยกเว้นสินค้าบางประเภทตามคำสั่งเฉพาะของประธานาธิบดี ได้แก่
- วัตถุดิบที่หากถูกเก็บภาษีอาจทำให้อุปทานภายในประเทศขาดแคลน
- สินค้าที่อาจก่อความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
- สินค้าที่ไม่สามารถเพาะปลูกหรือผลิตในสหรัฐฯ ได้เพียงพอหรือในราคาที่เหมาะสม หรือหาจากแหล่งอื่นไม่ได้
- สินค้าบางรายการจากอาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร เพื่อจูงใจให้ปฏิบัติตามคำมั่นหรือออกกฎห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ
- สินค้าที่การเก็บภาษีอาจไม่ช่วยขจัดแนวปฏิบัติที่เข้าข่ายตามผลการไต่สวนอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ไทยไม่ปรากฏชื่อในกลุ่มประเทศที่ได้รับการยกเว้นตามข้อ (4 )
USTR เริ่มการไต่สวน 60 กรณีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ตามคำสั่งเฉพาะของประธานาธิบดีจากนั้นได้จัดรับฟังความเห็นสาธารณะร่วมกับคณะกรรมการมาตรา 301 ในวันที่ 28–29 เมษายน และหารือกับรัฐบาลของเขตเศรษฐกิจที่ถูกไต่สวนกว่า 45 ราย ตามมาตรา 303(a)
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของทั้ง 60 เขตเศรษฐกิจในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ไม่สมเหตุสมผล” และเป็นภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ จึงเข้าข่ายดำเนินมาตรการได้ตามมาตรา 301(b) ก่อนเปิดรับความเห็นต่อมาตรการตอบโต้ที่เสนอถึงวันที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งมีผู้ยื่นเข้ามากว่า 1,600 ฉบับ จากนั้นจัดรับฟังความเห็นระหว่างวันที่ 7–9 กรกฎาคม โดยมีพยานให้ถ้อยคำและตอบข้อซักถามกว่า 100 ราย
มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของต่างประเทศซึ่งกระทบต่อการพาณิชย์ของสหรัฐฯ โดยมาตรา 301(b) ใช้พิจารณาว่าการกระทำหรือนโยบายดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติและเป็นภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่
ที่มา: USTR Takes Action in Forced Labor Section 301 Investigations