ช่วงหลังเหตุการณ์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี หลายคนพบข้อความขู่ทำร้ายหรือขู่ก่อความรุนแรงปรากฏในไลน์กลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มโรงเรียน และโซเชียลมีเดีย บางข้อความอาจเป็นเรื่องจริงที่ต้องจัดการทันที บางข้อความอาจเป็นการเลียนแบบหรืออ้างว่าล้อเล่น แต่ไม่ว่ากรณีไหน แนวปฏิบัติที่ถูกต้องคือชุดเดียวกัน: เก็บหลักฐานทันที (แคปหน้าจอให้เห็นข้อความ ชื่อหรือ URL บัญชีผู้โพสต์ และวันเวลา) แจ้งเจ้าหน้าที่ผ่านช่องทางทางการ (โทร 191 เมื่อมีอันตรายเฉพาะหน้า แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th ปรึกษาตำรวจไซเบอร์สายด่วน 1441 หรือแจ้งเหตุในบริบทโรงเรียนผ่าน MOE Safety Center) แล้วหยุดการส่งต่อ เพราะการแชร์ข้อความขู่กระจายความกลัวและข้อมูลที่ยังไม่ถูกตรวจสอบ และผู้แชร์เองอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายไปด้วย
คู่มือนี้จะไล่ให้ครบทั้งวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่ควรทำเมื่อเจอข้อความขู่ เหตุผลที่ห้ามแชร์ต่อ กฎหมายที่เอาผิดคนส่งข้อความขู่ (รวมถึงกรณีผู้ก่อเหตุเป็นเด็กหรือเยาวชน) บทบาทของโรงเรียนและผู้ปกครอง ไปจนถึงการดูแลจิตใจเด็กที่ตื่นกลัว โดยอ้างอิงแหล่งทางการทั้งตำรวจไซเบอร์ กระทรวงศึกษาธิการ iLaw และแนวทางของ FBI เบอร์สำคัญที่ควรบันทึกไว้ก่อนอ่านต่อ:
- 191 — เหตุด่วนเหตุร้าย มีอันตรายเฉพาะหน้า หรือคำขู่ระบุเป้าหมาย เวลา สถานที่ชัดเจน
- 1441 หรือ 081-866-3000 — สายด่วนตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) ปรึกษาและแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- thaipoliceonline.go.th — เว็บแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเว็บทางการเพียงเว็บเดียวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- MOE Safety Center — เหตุความไม่ปลอดภัยในบริบทโรงเรียน แจ้งได้ 4 ช่องทาง: แอป MOE Safety Center, เว็บ www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter, โทร 02-126-6565
- 1323 — สายด่วนสุขภาพจิต โทรฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับเด็กหรือผู้ปกครองที่เครียดและตื่นกลัว
เจอข้อความขู่ในไลน์กลุ่มหรือโซเชียล ต้องทำอะไรก่อน?
สิ่งที่ต้องทำคือ เก็บหลักฐานเป็นอันดับแรก แล้วแจ้งผู้มีหน้าที่ ไม่ใช่กดแชร์ — แคปหน้าจอให้เห็นข้อความขู่ ชื่อบัญชีหรือ URL ของผู้โพสต์ และวันเวลาที่โพสต์ ก่อนที่โพสต์จะถูกลบ จากนั้นแจ้งตำรวจหรือโรงเรียนตามช่องทางทางการ และหยุดวงจรการส่งต่อทันที ถ้าคำขู่ระบุสถานที่หรือเวลาใกล้ตัวและอาจมีอันตรายเฉพาะหน้า ให้โทร 191 ก่อนทำอย่างอื่น
ลำดับปฏิบัติแบบไล่ทีละขั้น:
- ประเมินความเร่งด่วน — ถ้าคำขู่ระบุเป้าหมาย เวลา หรือสถานที่ชัดเจน และเหตุอาจเกิดในเร็ว ๆ นี้ โทร 191 ทันที
- เก็บหลักฐานให้ครบ — แคปหน้าจอข้อความ ชื่อ/URL บัญชีผู้โพสต์ วันเวลา รวมถึงบริบทของบทสนทนา
- แจ้งช่องทางทางการ — แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th หรือปรึกษาสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ส่วนเหตุที่เกี่ยวกับนักเรียนหรือโรงเรียนให้แจ้งครู ผู้บริหารโรงเรียน และ MOE Safety Center ควบคู่กัน
- หยุดการส่งต่อ — ไม่ฟอร์เวิร์ดข้อความขู่เข้ากลุ่มอื่น ไม่โพสต์ซ้ำ ไม่ไปคอมเมนต์หรือเผชิญหน้ากับผู้โพสต์เอง
- ดูแลคนใกล้ตัว — ถ้าเด็กเป็นคนเห็นข้อความ ให้ยืนยันกับเด็กว่าเรื่องนี้มีผู้ใหญ่จัดการแล้ว และเฝ้าสังเกตความเครียดของเด็กต่อเนื่อง
เก็บหลักฐานอย่างไรให้ใช้แจ้งความได้จริง?
หลักฐานที่ดีต้องตอบได้ว่า ใครโพสต์ โพสต์ว่าอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ — แคปหน้าจอให้เห็นตัวข้อความเต็ม ๆ พร้อมชื่อบัญชีผู้โพสต์ ลิงก์หรือ URL ของโพสต์และโปรไฟล์ และวันเวลาที่โพสต์ปรากฏ เพราะโพสต์ลักษณะนี้มักถูกลบอย่างรวดเร็วทั้งโดยผู้โพสต์เองและโดยแพลตฟอร์ม การแจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th ต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน และพึงระวังว่าตำรวจไม่รับแจ้งความผ่าน LINE หรือ DM — เว็บหรือบัญชีที่อ้างว่ารับแจ้งความทางแชทคือเว็บปลอมหรือมิจฉาชีพ
สถานการณ์ไหน ควรแจ้งช่องทางไหน
เลือกช่องทางตามความเร่งด่วนและบริบทของเหตุ ตามตารางนี้
| สถานการณ์ | ช่องทางแจ้ง | ข้อมูลที่ควรเตรียม |
|---|---|---|
| มีอันตรายเฉพาะหน้า หรือคำขู่ระบุเป้าหมาย เวลา สถานที่ชัดเจน | โทร 191 ทันที | สถานที่ที่คาดว่าจะเกิดเหตุ รายละเอียดที่เห็น |
| ข้อความขู่ออนไลน์ทั่วไป ยังไม่มีเหตุเฉพาะหน้า | แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th หรือปรึกษาสายด่วน 1441 (081-866-3000) | แคปหน้าจอข้อความ ชื่อ/URL บัญชีผู้โพสต์ วันเวลา และบัตรประชาชนสำหรับลงทะเบียน |
| เหตุเกี่ยวข้องกับนักเรียน ครู หรือโรงเรียน | แจ้งครู/ผู้บริหารโรงเรียนโดยตรง ควบคู่กับ MOE Safety Center (แอป, เว็บ MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter, โทร 02-126-6565) | โรงเรียนและกลุ่มที่พบข้อความ หลักฐานแคปหน้าจอ วันเวลา |
| เด็กหรือผู้ปกครองเครียด ตื่นกลัว ต้องการคำปรึกษาด้านจิตใจ | สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี 24 ชั่วโมง | อาการและพฤติกรรมที่สังเกตเห็น เช่น นอนไม่หลับ ไม่ยอมไปโรงเรียน |
ทำไมห้ามแชร์ข้อความขู่ต่อ แม้ตั้งใจแค่เตือนภัย?
เพราะการแชร์ต่อสร้างผลเสียสองทางพร้อมกัน คือขยายความกลัวและข้อมูลที่ยังไม่ถูกตรวจสอบออกไปในวงกว้าง และทำให้ผู้แชร์เองเสี่ยงผิดกฎหมาย — แนวทางที่ถูกต้องคือ ส่งหลักฐานตรงถึงผู้มีหน้าที่ ไม่ใช่กระจายต่อในวงกว้าง
FBI ซึ่งรับมือคำขู่ออนไลน์ลักษณะนี้จำนวนมากในสหรัฐฯ แนะนำชัดเจนว่า เมื่อเห็นคำขู่บนโซเชียลมีเดีย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที แต่ อย่าแชร์หรือส่งต่อคำขู่นั้น จนกว่าเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบ เพราะการส่งต่อทำให้ข้อมูลที่อาจไม่จริงแพร่กระจายและก่อความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น ลองนึกภาพข้อความขู่หนึ่งข้อความที่ถูกฟอร์เวิร์ดเข้าไลน์กลุ่มผู้ปกครองหลายสิบกลุ่ม ภายในไม่กี่ชั่วโมง ความกลัวจะขยายเกินกว่าข้อเท็จจริงไปมาก ทั้งที่เจ้าหน้าที่อาจยังไม่ทันได้ตรวจสอบด้วยซ้ำว่าคำขู่นั้นจริงหรือไม่
ฝั่งกฎหมายไทย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เตือนไว้ว่า ผู้ที่แชร์ต่อเสี่ยงถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับผู้โพสต์ ในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุน ดังนั้นเจตนา “แค่อยากเตือนภัย” ไม่ได้คุ้มครองผู้แชร์โดยอัตโนมัติ ถ้าอยากเตือนคนใกล้ตัวจริง ๆ ให้บอกช่องทางแจ้งเหตุ (เช่น เบอร์ 1441 หรือ MOE Safety Center) แทนการส่งต่อตัวข้อความขู่ และปล่อยให้การยืนยันข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของตำรวจและโรงเรียนซึ่งมีระบบตรวจสอบและแถลงอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว
คนส่งข้อความขู่ ผิดกฎหมายอะไร โทษแค่ไหน?
ผู้ส่งข้อความขู่เข้าข่ายความผิดได้ตั้งแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 (ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ) โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท ไปจนถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) กรณีนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ซึ่งโทษสูงถึงจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อสังเกตจาก iLaw คือความผิดตามมาตรา 14(2) มีองค์ประกอบเรื่องเจตนา ผู้โพสต์ต้องรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ ศาลจึงพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายกรณี แต่นั่นไม่ใช่ช่องให้วางใจว่า “พิมพ์เล่น ๆ ไม่เป็นไร” เพราะแนวปฏิบัติสากลชัดเจนมาก — FBI ย้ำในแคมเปญ #ThinkBeforeYouPost ว่า คำขู่หลอกหรือขู่เล่นก็เป็นอาชญากรรม โดยไม่สนว่าผู้โพสต์อ้างว่าแค่ล้อเล่น (ในสหรัฐฯ โทษจำคุกสูงถึง 5 ปี) และทุกคำขู่จะถูกเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่ออย่างจริงจังเสมอ การพิมพ์ขู่หนึ่งประโยคเพื่อเรียกเสียงหัวเราะในกลุ่มเพื่อน จึงอาจแลกมาด้วยประวัติคดีติดตัว
เด็กหรือเยาวชนเป็นคนส่งข้อความขู่ ต้องรับโทษไหม?
ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายเช่นกัน แต่เป็นกระบวนการของศาลเยาวชนที่เน้นแก้ไขฟื้นฟูมากกว่าลงโทษ — ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีจะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพ อายุ 12-15 ปีขึ้นศาลเยาวชนซึ่งใช้มาตรการอย่างว่ากล่าวตักเตือนหรือส่งเข้าสถานศึกษา/ฝึกอบรมแทนโทษได้ ส่วนอายุ 15-18 ปีศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่งได้ และยังมีมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดี เช่น แผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู ในเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม “ไม่ติดคุกเท่าผู้ใหญ่” ไม่ได้แปลว่าไม่มีผลอะไร เด็กต้องผ่านการสอบสวน กระบวนการศาล และมาตรการติดตามความประพฤติ ซึ่งกระทบทั้งการเรียนและครอบครัว ผู้ปกครองจึงควรใช้เรื่องนี้คุยกับลูกตรง ๆ ว่าการพิมพ์ขู่แม้ในเชิงมีมหรือเลียนแบบเพื่อน เป็นเรื่องที่กฎหมายเอาจริงทุกกรณี
โรงเรียนและผู้ปกครองควรรับมืออย่างไรเมื่อมีข้อความขู่
หลักการกลางที่ใช้ร่วมกันคือ ทุกคำขู่ต้องถูกรายงานให้ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่ตัดสินเองว่าจริงหรือล้อเล่น — FBI ระบุว่าคำขู่จำนวนมากเป็นเรื่องหลอก แต่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อทุกคำขู่อย่างจริงจัง หน้าที่ของประชาชน ผู้ปกครอง และโรงเรียน คือรายงานทุกกรณีแล้วให้ตำรวจเป็นผู้ตรวจสอบ ไม่ใช่ประเมินความน่าเชื่อกันเองในไลน์กลุ่ม
ฝั่งโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการมีระบบ MOE Safety Center เป็นช่องทางรับแจ้งและติดตามเหตุความไม่ปลอดภัยของนักเรียนและครูแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมภัย 4 กลุ่มรวมถึงเหตุความรุนแรง และประสานงานร่วม 8 กระทรวง โรงเรียนควรสื่อสารให้นักเรียนและผู้ปกครองรู้ช่องทางนี้ล่วงหน้า พร้อมแนวปฏิบัติง่าย ๆ ว่าเมื่อพบข้อความขู่ให้ส่งหลักฐานถึงครูหรือช่องทางรับแจ้งโดยตรง ไม่ต้องส่งเข้ากลุ่มรวม การเตรียมความพร้อมอีกด้านคือการทบทวนแผนเผชิญเหตุของครอบครัวและโรงเรียนอย่างสงบ ตามแนวทางในคู่มือเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิงด้วยหลัก หนี ซ่อน สู้ ซึ่งเน้นการรู้ขั้นตอนล่วงหน้าเพื่อลดความตื่นกลัว ไม่ใช่การซ้อมเพื่อสร้างความหวาดระแวง
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรรายงาน?
ระดับหลักการคือ คำขู่ที่ระบุเป้าหมาย เวลา หรือสถานที่ การโพสต์พาดพิงการก่อเหตุรุนแรงแม้อ้างว่าล้อเล่น และพฤติกรรมรอบตัวผู้โพสต์ที่ทำให้คนใกล้ชิดกังวล เห็นแล้วให้ “บอกต่อผู้มีหน้าที่” คือแจ้งตำรวจหรือโรงเรียนทันที ข้อควรระวังที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อย่าสืบเอง อย่าเผชิญหน้ากับผู้โพสต์เอง และอย่าใช้ข้อสังเกตเหล่านี้ไปชี้ตัวหรือกล่าวหาเพื่อนร่วมชั้นคนใดคนหนึ่ง เพราะการประเมินว่าคำขู่หรือพฤติกรรมใดอันตรายจริง เป็นงานของตำรวจและผู้เชี่ยวชาญที่มีทั้งอำนาจและเครื่องมือตรวจสอบ หน้าที่ของเราคือรายงานข้อมูลให้ถึงมือคนเหล่านั้น ไม่ใช่ตัดสินแทน
ลูกตื่นกลัวหรือไม่กล้าไปโรงเรียน ผู้ปกครองควรทำยังไง?
สิ่งแรกคือยืนยันกับลูกว่าเขาปลอดภัยและไม่ได้อยู่ลำพัง โดยผู้ปกครองไม่แสดงท่าทีตื่นกลัวต่อหน้าเด็ก จากนั้นเปิดพื้นที่ให้เด็กพูดความรู้สึกแบบ รับฟังมากกว่าซักถาม และพยายามคงกิจวัตรประจำวันตามปกติ ตามแนวทางของกรมประชาสัมพันธ์และกรมสุขภาพจิต
แนวปฏิบัติที่แนะนำ ได้แก่ จำกัดการเสพข่าวของทั้งบ้าน ไม่ให้เด็กดูภาพหรือคลิปเหตุการณ์ซ้ำ ๆ และไม่ส่งต่อภาพเหล่านั้น เปิดโอกาสให้เด็กเล่าความรู้สึกโดยไม่ตัดสินและไม่เร่งซักถาม ชวนทำกิจกรรมตามปกติเพื่อให้ชีวิตมีจังหวะเดิม และสอนเด็กว่าถ้าเจอข้อความขู่หรือข่าวน่ากลัวให้เอามาบอกพ่อแม่หรือครู ไม่ต้องแชร์เอง ทั้งหมดนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมในแนวทางดูแลใจลูกหลังเหตุรุนแรง ซึ่งเขียนสำหรับผู้ปกครองโดยเฉพาะ ส่วนคำถามยอดฮิตว่าควรบังคับลูกไปโรงเรียนไหม คำแนะนำเชิงหลักการคือรักษากิจวัตรโดยไม่หักหาญความรู้สึก ค่อย ๆ ชวนคุยถึงสาเหตุความกลัว ประสานครูให้ช่วยดูแล และถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านสายด่วน 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
สัญญาณไหนที่ควรพาลูกไปพบผู้เชี่ยวชาญ?
สัญญาณที่ควรขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ได้แก่ เด็กเก็บตัวผิดปกติ นอนไม่หลับ ฝันร้ายต่อเนื่อง ไม่ยอมไปโรงเรียน หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม หากพบอาการเหล่านี้ อย่ารอให้หายเอง โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อประเมินเบื้องต้นและรับคำแนะนำว่าควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญที่ไหน การขอความช่วยเหลือเร็วช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้เร็วและป้องกันผลกระทบระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ข้อความขู่ที่ดูเหมือนล้อเล่นหรือเป็นมีม ต้องแจ้งไหม?
ต้องแจ้งทุกกรณี หลักการของ FBI คือประชาชนไม่ควรตัดสินเองว่าคำขู่จริงหรือล้อเล่น ให้รายงานทุกกรณีแล้วปล่อยให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ เพราะคำขู่จำนวนมากแม้เป็นเรื่องหลอกก็ยังเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีเพียงเจ้าหน้าที่ที่มีเครื่องมือยืนยันได้ว่ากรณีไหนอันตรายจริง
แจ้งความข้อความขู่ออนไลน์ได้ที่ไหน?
แจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ที่เว็บ thaipoliceonline.go.th ซึ่งเป็นเว็บทางการเพียงเว็บเดียว โดยลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน หรือโทรปรึกษาสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 (081-866-3000) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตำรวจไม่รับแจ้งความผ่าน LINE หรือ DM จึงควรระวังเว็บและบัญชีปลอมที่อ้างว่ารับแจ้งความทางแชท
แชร์ข้อความขู่ต่อในกลุ่มผู้ปกครองเพื่อเตือนภัย ผิดกฎหมายไหม?
มีความเสี่ยง เพราะ ปอท. เตือนว่าผู้แชร์ต่ออาจถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับผู้โพสต์ในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุน แม้เจตนาจะเป็นการเตือนภัยก็ตาม วิธีที่ปลอดภัยและได้ผลกว่าคือส่งหลักฐานตรงถึงครู โรงเรียน หรือตำรวจ แล้วบอกคนในกลุ่มเพียงว่ามีการแจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว พร้อมแนะนำช่องทางแจ้งเหตุอย่างเบอร์ 1441
คนส่งข้อความขู่แล้วอ้างว่าล้อเล่น ยังมีความผิดไหม?
ยังมีความผิดได้ กฎหมายไทยมีตั้งแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท ไปจนถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) กรณีนำเข้าข้อมูลเท็จที่น่าจะก่อความตื่นตระหนกแก่ประชาชน โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วน FBI ก็ย้ำว่าคำขู่หลอกเป็นอาชญากรรมโดยไม่สนคำอ้างว่าล้อเล่น
เด็กเป็นคนพิมพ์ขู่ ผู้ปกครองควรทำอย่างไร?
อย่าปกปิดหรือลบหลักฐาน ให้พาลูกเข้าสู่กระบวนการอย่างตรงไปตรงมา เพราะกฎหมายเยาวชนของไทยเน้นแก้ไขฟื้นฟูมากกว่าลงโทษ โดยมีมาตรการอย่างว่ากล่าวตักเตือน ส่งเข้าสถานศึกษาหรือฝึกอบรม และมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีตามเงื่อนไขของกฎหมาย ที่สำคัญคือใช้เหตุการณ์นี้สอนลูกว่าการพิมพ์ขู่แม้ตั้งใจล้อเล่นก็เป็นเรื่องที่กฎหมายเอาจริง และควรดูแลจิตใจลูกควบคู่ไปด้วย
ถ้าไม่แน่ใจว่าเรื่องใหญ่พอจะแจ้งความ ควรปรึกษาใครก่อน?
โทรปรึกษาสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรอให้แน่ใจ ส่วนเหตุที่เกี่ยวกับโรงเรียนปรึกษา MOE Safety Center ที่เบอร์ 02-126-6565 หรือ LINE @MOESafetyCenter ได้เช่นกัน หลักคือรายงานไว้ก่อนดีกว่าเงียบ เพราะการประเมินความอันตรายเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ของเรา
