ภาพประกอบกติกาโหวต ผบ.ตร. คนใหม่ เก้าอี้ผู้บริหารและตาชั่งสัญลักษณ์กระบวนการคัดเลือกตามกฎหมาย

การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นกระบวนการที่กำหนดขั้นตอน ผู้มีอำนาจ และเกณฑ์การพิจารณาไว้ชัดเจนตามกฎหมาย บทความนี้อธิบายกติกาทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่เก็งผลว่าใครจะได้รับเลือก เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้อย่างถูกต้อง (ข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2569)

ผบ.ตร. คือใคร ทำไมการแต่งตั้งครั้งนี้ถึงถูกจับตา

ผบ.ตร. คือหัวหน้าส่วนราชการตำรวจทั้งประเทศ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีวาระดำรงตำแหน่งตายตัวแบบตำแหน่งทางการเมือง แต่จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อเกษียณอายุราชการ ผบ.ตร. คนปัจจุบันคือ พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. คนที่ 15 ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 ทำให้ต้องมีกระบวนการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งคนต่อไปล่วงหน้า

ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตาในสัปดาห์นี้คือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนที่ 16 ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายขั้นตอนตามกฎหมาย ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการทั้งหมด

ใครเป็นผู้เลือก ผบ.ตร. คนใหม่ตามกฎหมาย

ตามกฎหมาย ผบ.ตร. คนเดิมไม่ได้เป็นผู้เลือกผู้สืบทอดตำแหน่งเอง แต่เป็นกระบวนการหลายขั้นตอนภายใต้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยผู้เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งคือนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ตามมาตรา 77(1) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องคำนึงถึง “อาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน” ก่อนเสนอชื่อต่อที่ประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

บทบาทของ ก.ตร. (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) ในการคัดเลือก

ก.ตร. เป็นองค์คณะที่ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสูง องค์ประกอบตามกฎหมายแบ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังตารางต่อไปนี้

ประเภทกรรมการ รายละเอียด
ประธาน นายกรัฐมนตรี
รองประธาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
กรรมการโดยตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ., เลขาธิการ ก.พ.ร., รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามลำดับอาวุโส 5 คน, จเรตำรวจแห่งชาติ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (อดีตตำรวจ) อดีตข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับรองผู้กำกับการขึ้นไป ที่พ้นราชการเกิน 1 ปี จำนวน 3 คน
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (บุคคลภายนอก) ผู้ไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจ 3 คน, ทนายความที่ประกอบวิชาชีพไม่น้อยกว่า 20 ปีซึ่งสภาทนายความคัดเลือก 1 คน, ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัด 2 คน

สังเกตว่าองค์ประกอบของ ก.ตร. มีเลขาธิการ ก.พ. ร่วมเป็นกรรมการโดยตำแหน่งด้วย ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางด้านการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ผู้สนใจโครงสร้างระบบราชการไทยในภาพรวมสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ก.พ. คืออะไร

บทบาทนายกรัฐมนตรีและการนำความกราบบังคมทูล

เมื่อที่ประชุม ก.ตร. มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือนายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นขั้นตอนบังคับตามกฎหมายสำหรับตำแหน่งข้าราชการระดับสูงเช่นนี้

เกณฑ์คัดเลือก ผบ.ตร.: กฎหมายกำหนดสัดส่วนอาวุโสและความรู้ความสามารถไว้อย่างไร

พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 กำหนดสัดส่วนคะแนนการพิจารณาไว้ชัดเจนคือ ความอาวุโส 50% และความรู้ความสามารถ 50% โดยผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดจะได้คะแนนด้านอาวุโสเต็ม 50% ส่วนผู้ที่อาวุโสรองลงมาจะได้คะแนนลดหลั่นตามสัดส่วน

คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ถูกเสนอชื่อ (รอง ผบ.ตร./จเรตำรวจแห่งชาติ)

ตามมาตรา 77(1) ผู้มีคุณสมบัติได้รับการเสนอชื่อเป็น ผบ.ตร. ต้องเป็นข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอกที่ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ หรือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น บุคคลนอกเหนือจากสองตำแหน่งนี้ไม่มีสิทธิ์ถูกเสนอชื่อในรอบนี้

สำหรับคะแนนด้านความรู้ความสามารถ กฎหมายแบ่งตามสายงานหลักอย่างเป็นระบบ ได้แก่ งานสืบสวน 12 คะแนน งานสอบสวน 12 คะแนน งานป้องกันปราบปราม 12 คะแนน และอีก 2 ด้าน ด้านละ 7 คะแนน โดยผู้ที่ไม่เคยผ่านงานสายใดจะไม่ได้คะแนนในสายนั้น ซึ่งเป็นกลไกที่กฎหมายวางไว้เพื่อกันการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ

ในกรณีที่มีการ “ข้ามอาวุโส” กฎหมายกำหนดให้ทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุผลและหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าผู้ได้รับเลือกมีความเหมาะสมเหนือกว่าโดยใช้มาตรฐานเดียวกัน และผู้ที่เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณาสามารถยื่นร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้ภายใน 30 วัน

ไทม์ไลน์กระบวนการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ตั้งแต่ตำแหน่งว่างจนได้ตัวจริง

สรุปลำดับขั้นตอนตามกฎหมายคือ นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อ → ที่ประชุม ก.ตร. พิจารณาให้ความเห็นชอบ → นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ → ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นโครงสร้างขั้นตอนที่ใช้กับการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ทุกครั้ง ไม่เฉพาะรอบนี้เท่านั้น สำหรับรอบปัจจุบันมีกำหนดการที่ทราบแล้วดังนี้

  1. 30 กันยายน 2569 — พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. คนที่ 15 เกษียณอายุราชการ
  2. 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. — นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนที่ 16 ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  3. หากที่ประชุม ก.ตร. มีมติเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ตามขั้นตอน
  4. ขั้นตอนสุดท้ายคือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือเป็นผลอย่างเป็นทางการ

ระหว่างขั้นตอนนี้ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นของไทยก็มีโครงสร้างการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงตามกฎหมายเฉพาะของตนเองเช่นกัน ซึ่งล้วนต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมายก่อนจะได้ตัวจริงเช่นเดียวกับ ผบ.ตร.

ทำไมกรรมการ ก.ตร. บางคนถึงออกเสียงเลือก ผบ.ตร. ไม่ได้

ในการประชุม ก.ตร. วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เมื่อถึงวาระพิจารณาตำแหน่ง ผบ.ตร. กรรมการ ก.ตร. ที่เป็นหนึ่งใน 4 แคนดิเดต (ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในฐานะรอง ผบ.ตร. หรือจเรตำรวจแห่งชาติ) ต้องออกจากห้องประชุมทันทีและไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในเรื่องที่พิจารณา ทำให้เหลือกรรมการอยู่ในห้อง 12 คน (ประธาน 1 คน บวกกรรมการอีก 11 คน) เฉพาะในวาระนี้เท่านั้น

รายชื่อ 4 แคนดิเดตที่สื่อหลักหลายสำนักรายงานตรงกัน เรียงตามลำดับอาวุโส มีดังนี้

  1. พลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี — รอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 1
  2. พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร — รอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 2
  3. พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา — รอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 3
  4. พลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ — จเรตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 4

ทั้ง 4 ท่านล้วนมีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 77(1) คือดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร. หรือจเรตำรวจแห่งชาติ ส่วนผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรต้องรอการประชุม ก.ตร. อย่างเป็นทางการเท่านั้น บทความนี้ไม่ได้ระบุหรือคาดเดาว่าผู้ใดจะได้รับเลือก

เมื่อไหร่จะรู้ผลชื่อ ผบ.ตร. คนใหม่อย่างเป็นทางการ

ผลที่นับว่าเป็นทางการคือหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เท่านั้น ส่วนมติของที่ประชุม ก.ตร. ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นเพียงขั้นตอนระหว่างทางที่ต้องผ่านก่อน ยังไม่ใช่ผลสุดท้ายของกระบวนการ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2569)

ระหว่างช่วงที่ยังไม่มีผลอย่างเป็นทางการ อาจมีข่าวหรือกระแสรายงานรายชื่อที่ถูกเสนอออกมาก่อนล่วงหน้า ผู้อ่านควรแยกแยะระหว่างข่าวที่รายงานขั้นตอนตามข้อเท็จจริงกับกระแสคาดการณ์ที่ยังไม่มีมติยืนยัน แนวทางการตรวจสอบและอ่านข่าวอย่างมีวิจารณญาณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่บทความ ข่าว คืออะไร รู้ทันข่าวยุค 2026 นอกจากนี้ ประชาชนที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานบริการของตำรวจในชีวิตประจำวัน เช่น การตรวจประวัติอาชญากรรมออนไลน์ ก็สามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์ที่หน่วยงานเปิดให้บริการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกติกาโหวต ผบ.ตร. คนใหม่

ผบ.ตร. คนใหม่ใครเป็นคนเลือก ไม่ใช่ ผบ.ตร. คนเก่าเลือกเองใช่ไหม

ใช่ ไม่ใช่ ผบ.ตร. คนเดิมเป็นผู้เลือกผู้สืบทอดตำแหน่งเอง แต่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อในฐานะประธาน ก.ตร. ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม ก.ตร. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ก.ตร. คืออะไร มีใครเป็นกรรมการบ้าง

ก.ตร. คือคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง มีกรรมการโดยตำแหน่ง เช่น ผบ.ตร. เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการ ก.พ.ร. รองผบ.ตร.ตามลำดับอาวุโส และจเรตำรวจแห่งชาติ รวมกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนตามรายละเอียดในตารางด้านบน ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสูง

เกณฑ์อาวุโสยังใช้เลือก ผบ.ตร. อยู่ไหม

ยังเป็นปัจจัยหลักตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดสัดส่วนคะแนนอาวุโส 50% และความรู้ความสามารถ 50% ควบคู่กัน ไม่ได้พิจารณาอาวุโสเพียงปัจจัยเดียว

กว่าจะรู้ผลชื่อ ผบ.ตร. คนใหม่แน่ชัดต้องรอถึงเมื่อไหร่

ผลที่นับว่าเป็นทางการคือหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนข่าวการเสนอชื่อหรือมติ ก.ตร. ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงขั้นตอนระหว่างทาง ยังไม่ใช่ผลสุดท้าย

ทำไมกรรมการ ก.ตร. บางคนถึงมีสิทธิ์ออกเสียงเลือก ผบ.ตร. ไม่ได้

หากกรรมการ ก.ตร. เป็นหนึ่งในผู้ถูกเสนอชื่อพิจารณาตำแหน่ง ผบ.ตร. ในวาระนั้น กรรมการท่านนั้นต้องออกจากที่ประชุมและไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในเรื่องที่พิจารณา โดยข้อจำกัดนี้มีผลเฉพาะวาระการพิจารณาตำแหน่งดังกล่าวเท่านั้น

ผบ.ตร. มีวาระดำรงตำแหน่งกี่ปี ต่ออายุได้หรือไม่

ผบ.ตร. ไม่มีวาระดำรงตำแหน่งตายตัวแบบปีที่แน่นอนเหมือนตำแหน่งทางการเมือง แต่จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อเกษียณอายุราชการ (30 กันยายนของปีที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์) หรือกรณีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ตำแหน่งที่มีการต่ออายุเป็นวาระ