บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง Facebook แอบฟังเราจริงไหม? Meta เฉลยแล้ว ทำไมพูดอะไรถึงเห็นโฆษณาทันทีกันนะคะ หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์ชวนขนลุก ที่แค่พูดคุยกับเพื่อนเรื่องที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง ไม่นานหลังจากนั้น โฆษณาที่เกี่ยวข้องก็ปรากฏบน Facebook หรือ Instagram ราวกับว่าโทรศัพท์กำลังฟังบทสนทนาอยู่ตลอดเวลา พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
Facebook แอบฟังเราจริงไหม? Meta เฉลยแล้ว ทำไมพูดอะไรถึงเห็นโฆษณาทันที
ความรู้สึกว่า Facebook “รู้มากเกินไป” ทำให้ข้อสงสัยเรื่องการแอบใช้ไมโครโฟนกลับมาเป็นประเด็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อโฆษณาที่เห็นตรงกับสิ่งที่เพิ่งพูดถึงอย่างน่าประหลาดใจนั่นเองค่ะ แต่คำถามสำคัญคือ Facebook แอบฟังผู้ใช้จริงหรือไม่ หรือความแม่นยำของโฆษณาเกิดจากข้อมูลพฤติกรรมจำนวนมหาศาลที่แพลตฟอร์มเก็บและนำมาประมวลผลอยู่แล้วกันแน่
Meta ยืนยัน ไม่ได้ใช้ไมโครโฟนเพื่อยิงโฆษณา
Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการแอบฟังผู้ใช้มาโดยตลอด โดยในคำชี้แจงด้านความเป็นส่วนตัว Meta ระบุว่า บริษัทไม่ได้ใช้ไมโครโฟนของโทรศัพ ท์เพื่อเลือกโฆษณาหรือเปลี่ยนเนื้อหาที่ผู้ใช้เห็นบนฟีด
ตามคำอธิบายของ Meta ไมโครโฟนจะถูกใช้งานเมื่อผู้ใช้อนุญาตและกำลังใช้ฟีเจอร์ที่จำเป็นต้องใช้เสียงเท่านั้น เช่น การบันทึกวิดีโอ การโทร การส่งเสียง หรือฟีเจอร์อื่นที่ต้องใช้ไมโครโฟนโดยตรง
นอกจากนี้ ในปี 2025 อดัม มอสเซรี หัวหน้า Instagram ยังออกมาชี้แจงประเด็นนี้อีกครั้ง โดยยืนยันว่า Meta ไม่ได้แอบเปิดไมโครโฟนเพื่อฟังบทสนทนาของผู้ใช้ และอธิบายว่าโฆษณาที่ดูแม่นยำมาก อาจมาจากข้อมูลพฤติกรรมออนไลน์ การค้นหา การโต้ตอบกับคอนเทนต์ และข้อมูลจากผู้ลงโฆษณา
แล้วทำไมโฆษณาถึงตรงใจเหมือนถูกฟัง ?
ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวหลายรายมองว่า Facebook ไม่จำเป็นต้องแอบฟังผู้ใช้ผ่านไมโครโฟน เพราะแพลตฟอร์มมีข้อมูลจำนวนมากพออยู่แล้ว ทั้งสิ่งที่เรากดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ ดูซ้ำ ค้นหา คลิกโฆษณา รวมถึงเว็บไซต์หรือแอปอื่นที่เชื่อมต่อกับเครื่องมือติดตามของ Meta
ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาสร้างโปรไฟล์ความสนใจของผู้ใช้ได้ละเอียดมาก เช่น ชอบสินค้าแบบไหน อยู่ในพื้นที่ใด มีแนวโน้มจะซื้ออะไร เคยเข้าเว็บใด หรือมีพฤติกรรมคล้ายกับกลุ่มผู้ใช้แบบไหน เมื่อระบบโฆษณาประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ร่วมกัน จึงสามารถคาดเดาความสนใจของเราได้ค่อนข้างแม่น จนทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือน Facebook กำลัง “อ่านใจ” หรือแอบฟังบทสนทนาในชีวิตจริงอยู่นั่นเองค่ะ
ประเด็น “Active Listening” ที่เคยทำให้คนยิ่งสงสัย
ในปี 2024 ข้อสงสัยเรื่องแอปแอบฟังกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังมีรายงานเกี่ยวกับเอกสารทางการตลาดของบริษัทโฆษณา Cox Media Group หรือ CMG ที่กล่าวถึงแนวคิด “Active Listening” ซึ่งถูกนำเสนอว่าอาจใช้ข้อมูลเสียงเพื่อช่วยโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย
ประเด็นนี้ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า บริษัทเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มโฆษณาอาจใช้เสียงจากอุปกรณ์ส่วนตัวของผู้ใช้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดเกี่ยวกับกรณีนี้ระบุว่า หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ เห็นว่าคำกล่าวอ้างทางการตลาดดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่ได้พบว่ามีการใช้ข้อมูลเสียงจริงตามที่นำเสนอ
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่น่าเชื่อถือซึ่งยืนยันว่า Facebook แอบใช้ไมโครโฟนของโทรศัพท์เพื่อบันทึกบทสนทนาในชีวิตประจำวันและนำไปใช้ยิงโฆษณา
สิ่งที่น่ากังวลกว่าไมโครโฟน อาจเป็นข้อมูลพฤติกรรม
แม้ยังไม่มีหลักฐานว่า Facebook แอบฟังผ่านไมโครโฟน แต่สิ่งที่ผู้ใช้ควรระวังคือการติดตามข้อมูลพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ เพราะข้อมูลจากการใช้งานจริงอาจบอกความสนใจของเราได้มากกว่าที่คิดนะคะ
องค์กรด้านสิทธิและความเป็นส่วนตัวดิจิทัลอย่าง Electronic Frontier Foundation หรือ EFF เคยอธิบายว่า Facebook ไม่จำเป็นต้องฟังผ่านไมโครโฟนเพื่อทำโฆษณาแบบแม่นยำ เพราะระบบติดตามออนไลน์และข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้โฆษณาดูเหมือนรู้ใจผู้ใช้อย่างมากแล้วค่ะ
ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้เคยค้นหาสินค้าบางอย่าง เข้าเว็บไซต์ที่มีเครื่องมือติดตามของ Meta หรือมีเพื่อนในเครือข่ายสนใจสินค้าประเภทเดียวกัน ระบบโฆษณาอาจนำข้อมูลเหล่านี้มาประเมินและแสดงโฆษณาที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังสนใจได้
ควรตั้งค่าอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้น ?
ถึงแม้ Meta จะยืนยันว่าไม่ได้ใช้ไมโครโฟนเพื่อยิงโฆษณา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยยังแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงของแอปต่าง ๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะไมโครโฟน กล้อง ตำแหน่งที่ตั้ง และการติดตามข้ามแอป
* ตรวจสอบว่าแอปใดมีสิทธิ์เข้าถึงไมโครโฟน และปิดสิทธิ์ของแอปที่ไม่จำเป็น
* ปิดหรือลดการอนุญาตให้แอปเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งตลอดเวลา
* จัดการการตั้งค่าโฆษณาส่วนบุคคลใน Facebook และ Instagram
* ล้างหรือจัดการกิจกรรมนอก Facebook หากไม่ต้องการให้ข้อมูลจากเว็บอื่นถูกนำมาเชื่อมโยง
* อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ
Facebook ไม่ได้ฟังเรา แต่รู้จักเราจากข้อมูลที่เราทิ้งไว้
ความรู้สึกว่า Facebook แอบฟังผู้ใช้อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะโฆษณาหลายครั้งตรงกับสิ่งที่เพิ่งพูดถึงอย่างน่าประหลาดใจ แต่จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่า Facebook ใช้ไมโครโฟนเพื่อดักฟังบทสนทนาและนำไปยิงโฆษณา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือข้อมูลพฤติกรรมออนไลน์ที่ผู้ใช้สร้างไว้ทุกวัน ทั้งการกดไลก์ การค้นหา การเข้าเว็บไซต์ การคลิกโฆษณา และการใช้งานแอปต่าง ๆ เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถทำให้ระบบโฆษณาคาดเดาความสนใจของเราได้แม่นยำมากเลยนะคะ
ดังนั้น แทนที่จะกังวลแค่เรื่องไมโครโฟน ผู้ใช้ควรหมั่นตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงของแอป จัดการการตั้งค่าโฆษณา และระวังข้อมูลที่แชร์หรือทิ้งไว้บนโลกออนไลน์ เพราะความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราพูดเท่านั้น แต่รวมถึงทุกพฤติกรรมที่เราคลิกไว้ด้วยนั่นเองค่ะ