บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง ไม่ใช่การุณยฆาต ! รู้จัก “พินัยกรรมขอตายดี” สิทธิเลือกการรักษาในวาระสุดท้ายที่คนไทยทำได้กันนะคะ สำหรับความตายนั้น มักเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูดถึงกันหรอกนะคะ แต่การเตรียมตัวสำหรับวาระสุดท้ายอาจเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะต้องรู้นะคะ โดยเฉพาะ “พินัยกรรมชีวิต” หรือ “ Living Will ”ซึ่งกฎหมายไทย ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงเจตนาล่วงหน้า เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิตได้แล้วนะคะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
ไม่ใช่การุณยฆาต ! รู้จัก “พินัยกรรมขอตายดี” สิทธิเลือกการรักษาในวาระสุดท้ายที่คนไทยทำได้
เรื่องที่ควรทำความเข้าใจอันดับแรก ก็คือ
“ พินัยกรรมขอตายดี ”ไม่ใช่ ”การุณยฆาต“ และไม่ได้หมายถึงการขอให้แพทย์ทำให้เสียชีวิต แต่เป็นการใช้สิทธิของผู้ป่วย ในการไม่รับบริการสาธารณสุขที่มีเป้าหมาย เพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 นั่นเองนะคะ
“ พินัยกรรมขอตายดี ” คืออะไร ?
“พินัยกรรมขอตายดี” เป็นชื่อที่ใช้เรียก ** หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในระยะสุดท้ายของชีวิต หรือ Living Will ** ผู้ทำสามารถระบุความต้องการล่วงหน้าไว้ ขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะ และสามารถตัดสินใจได้นะคะ
ยกตัวอย่างเช่น หากในอนาคตเกิดภาวะเจ็บป่วยระยะสุดท้าย และไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจด้วยตนเองได้ ผู้ป่วยอาจระบุไว้ล่วงหน้าว่า **ไม่ต้องการการรักษาบางอย่างที่มีเป้าหมายเพียงยื้อชีวิต** และต้องการให้ดูแลแบบประคับประคอง เพื่อให้จากไปอย่างสงบและสมศักดิ์ศรีค่ะ
ต่างจาก “การุณยฆาต” อย่างไร ?
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่มักเข้าใจผิดกันมากเลยนะคะ มาดูรายละเอียดไปพร้อมกันเลยค่ะ
**Living Will** คือการแสดงเจตนาล่วงหน้าว่าไม่ต้องการรับการรักษาที่มีเป้าหมายเพียงยืดการตายในวาระสุดท้าย โดยเน้นการดูแลและบรรเทาความทุกข์ทรมานตามความเหมาะสม
ขณะที่ **การุณยฆาต** หมายถึงแนวคิดหรือการดำเนินการที่มุ่งให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเพื่อยุติความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับสิทธิในการทำหนังสือแสดงเจตนาตามมาตรา 12 อย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ
ดังนั้น การทำ Living Will จึง **ไม่ใช่การสั่งให้แพทย์ทำให้เสียชีวิต** แต่เป็นการกำหนดความต้องการเกี่ยวกับการรักษาของตนเอง ในกรณีที่เข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิต นั่นเองค่ะ
รายละเอียดเลือกอะไรได้บ้าง ?
หนังสือแสดงเจตนา สามารถใช้ระบุความต้องการเกี่ยวกับการดูแลในช่วงท้ายชีวิตได้ เช่นความต้องการเกี่ยวกับการรักษา ที่ไม่ต้องการรับเมื่อเข้าสู่ภาวะที่ไม่มีประโยชน์ต่อการรักษาและความต้องการด้านการดูแลแบบประคับประคอง
แนวทางที่ สช. ยกตัวอย่างไว้ครอบคลุม ถึงกรณีที่ผู้ป่วยอาจไม่ต้องการการรักษาที่เป็นเพียงการยื้อชีวิต เช่น **การปั๊มหัวใจหรือการใช้เครื่องช่วยพยุงชีพบางประเภท** ทั้งนี้ การตัดสินใจจริง ต้องพิจารณาตามภาวะของผู้ป่วยและหลักวิชาชีพทางการแพทย์ด้วยนะคะ
ผู้ทำยังสามารถสื่อสารความต้องการเกี่ยวกับสถานที่ ที่อยากได้รับการดูแลในช่วงสุดท้าย เช่น**บ้านหรือโรงพยาบาล** รวมถึงความต้องการให้ครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดมีส่วนร่วมในการดูแลได้
เหตุผลที่ควรทำไว้ล่วงหน้า
เพราะเมื่อถึงช่วงที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจได้เองแล้ว การมี Living Will จะช่วยให้ครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ทราบว่า **เจ้าของชีวิตต้องการอะไร**
นอกจากช่วยลดความสับสน และความขัดแย้งในครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้การดูแลสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยมากขึ้น และช่วยลดการรักษาที่อาจเพิ่มความทุกข์ทรมาน โดยไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น นั่นเองค่ะ
สถิติคนไทยทำ “พินัยกรรมขอตายดี” เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ระบุว่า จำนวนผู้ทำพินัยกรรมชีวิตผ่านระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นจากประมาณ **8,000 คนในช่วงปลายปี 2568 เป็นเกือบ100,000 คนในปีงบประมาณ 2569** หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนช่วงท้ายชีวิตมากขึ้นนั่นเองค่ะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ได้มีเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มพบผู้ที่มีอายุ **18–29 ปี** เข้ามาทำพินัยกรรมชีวิตด้วย เช่นกันนะคะ
ปัจจุบันทำ Living Will ออนไลน์ได้
ปัจจุบัน สช. มีระบบ **e-Living Will** ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดทำหนังสือแสดงเจตนา ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ทำสามารถจัดเก็บข้อมูลและแก้ไขความต้องการได้ตามความเหมาะสม และระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยบริการที่ผู้ทำระบุไว้ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์รับทราบ เมื่อถึงวาระที่ต้องใช้ข้อมูลดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจควรอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขของระบบ รวมถึงปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ หรือหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรักษาเฉพาะกรณีนะคะ
“ตายดี” ไม่ได้แปลว่าอยากตาย แต่คือการเคารพความต้องการของเจ้าของชีวิต นะคะ
จะเห็นได้ว่า หัวใจสำคัญของ Living Will คือ **การให้เจ้าของชีวิตมีโอกาสบอกความต้องการของตัวเองไว้ก่อน** โดยเฉพาะในวันที่อาจไม่สามารถพูดหรือตัดสินใจด้วยตัวเองได้อีกต่อไปนั่นเองค่ะ
ดังนั้นการเตรียมเอกสารดังกล่าว จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นการ “แช่งตัวเอง” หรือเร่งความตาย แต่เป็นการวางแผนให้ช่วงท้ายของชีวิตได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ลดความทุกข์ทรมานและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยนะคะ
**เพราะ “ตายดี” ไม่ใช่การเลือกว่าจะตายเมื่อไร แต่คือการได้บอกล่วงหน้าว่า เมื่อถึงวันนั้น เราต้องการให้ดูแลเราอย่างไร** นั่นเองค่ะ
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ