บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง ชวนรู้จัก JOMO ขั้วตรงข้าม FOMO ความสุขของการ ‘พลาดโอกาส’ และไม่วิ่งตามใคร กันนะคะ หลายคนอาจจะรู้จัก FOMO หรือ Fear of Missing Out เป็นอย่างดีนะคะ ไม่ใช่แค่เพราะมันกำลังได้รับความนิยมในหมวดหมู่บทความเชิงจิตวิทยาสังคม แต่เพราะมัน ‘ตรง’ กับชีวิตจริงของใครหลายคนที่เลือกวิ่งตามทุกเทรนด์ เกาะทุกกระแส แคร์ในทุกเรื่อง เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสังคม ซึ่งผลที่ตามมาคือแรงกดดันมหาศาลในการใช้ชีวิต เหตุผลก็เพราะมนุษย์เราเกลียดกลัวการถูกทำให้ ‘ตกรุ่น’ นั่นเองค่ะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

ชวนรู้จัก JOMO ขั้วตรงข้าม FOMO ความสุขของการ ‘พลาดโอกาส’ และไม่วิ่งตามใคร

 

 

JOMO เป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026 (ซึ่งเป็นทิศทางตรงข้ามกับ FOMO) มันคือการเลือกอย่างตั้งใจที่จะไม่อยู่ในทุกที่ ปล่อยให้ตัวเองไม่ต้องอัปเดตทุกอย่าง ไม่ต้องไปทุกงาน ไม่ต้องตามทุกเทรนด์ และที่สำคัญกว่านั้นคือทำได้โดยไม่มีความรู้สึกผิดติดมาด้วยค่ะ

 

 

จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ไตรมาส 3 ปี 2567 ระบุว่า ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่ม Gen Z กว่า 58% รู้สึกว่าโซเชียลฯ สร้างแรงกดดัน และเกิดการเปรียบเทียบกับคนอื่น นำมาสู่ปัญหาด้านจิตใจ และความเครียด สะท้อนให้เห็นว่าผลเสียของพฤติกรรมที่เกิดจากความพยายามในการวิ่งตามเทรนด์ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากค่านิยมของสังคมบนโลกออนไลน์ที่ทั้งรวดเร็ว ฉาบฉวย และไม่ยั่งยืน

ขณะที่บางคนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มี iPhone รุ่นล่าสุด ไม่ได้ไปเที่ยวสวนสนุกในต่างประเทศ หรืออิจฉาที่บางคนได้รวมตัวกับกลุ่มเพื่อนในงานปาร์ตี้ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังรู้สึกโล่งอกที่ไม่ถูกเชิญไปงานเลี้ยงรุ่น มีความสุขทุกครั้งที่ได้เก็บตัวอยู่ในบ้านเงียบๆ และไม่สนว่าใครจะใช้โทรศัพท์รุ่นอะไร ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า JOMO (Joy of Missing Out) ขั้วตรงข้ามกับ FOMO ที่มองว่าการ ‘พลาดโอกาส’ และไม่วิ่งตามใครคือความสุขอย่างหนึ่ง

ดร.ซูซาน อัลเบอร์ส โบว์ลิง (Susan Albers-Bowling) นักจิตวิทยาจาก Cleveland Clinic ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า JOMO คือแนวคิดที่โอบรับการค้นพบความสุข และความพึงพอใจในตนเอง รวมถึงการเลือกที่จะไม่ตามกระแส และให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองเป็นอันดับแรก แทนที่จะทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับกิจกรรมที่ทำตามคนอื่น และไม่มีความหมายในเชิงลึกต่อตัวเอง นอกจากนี้พฤติกรรมแบบ JOMO ยังเป็นลักษณะที่เชื่อมโยงกับบุคลิกภาพบางประเภท เช่น อินโทรเวิร์ต (Introvert) ที่มีนิสัยชอบเก็บตัวและไม่ชอบการเข้าร่วม หรือเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมอีกด้วยนะคะ

JOMO อาจเป็นนิสัยติดตัวของใครบางคน ทว่าแนวคิดในการดำเนินชีวิตในลักษณะนี้ถือเป็นสิ่งที่สามารถเยียวยาผลกระทบจากการใช้ชีวิตบนพื้นฐานความคิดแบบ FOMO ได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก JOMO เป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตที่ไม่ยึดโยงกับกระแสนิยมฉาบฉวย และโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ นั่นเองค่ะ ทำให้ไม่ถูกกระตุ้นจากความกลัวการตกกระแส ช่วยให้ตระหนักถึงคุณค่าภายใน ดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะ และลดการเปรียบเทียบตนเองกับภาพชีวิตที่สมบูรณ์แบบบนโซเชียลฯ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกไม่พอใจ และความกดดันในชีวิต

ถึงแม้ผู้คนร้อยละ 44 จะไม่สามารถเลิกใช้โซเชียลฯ ได้ แต่ในปัจจุบันเทรนด์การพักจากโซเชียลฯ หรือ Social Detox ที่คล้ายกับ JOMO กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากการรับรู้ถึงผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิตได้รับการพูดถึงในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้โซเชียลฯ ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เผชิญกับความรู้สึกด้านลบเมื่อใช้ชีวิตแบบยึดโยงกับโซเชียลมีเดียมากเกินไป

ข้อดีของการพลาดบางอย่างไปคือ การที่เราได้เป็นตัวเองในแบบที่เราเลือกที่จะเป็น ไม่ต้องโหยหา ไม่ต้องไขว่คว้า ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่คนอื่นมี ใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด โฟกัสกับช่วงเวลาและความสัมพันธ์ที่คุ้มค่า เพราะบางทีสิ่งที่พลาดไปในวันนี้ อาจสร้างสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้านั่นเองค่ะ

 

 

 

 

ที่มา:

– https://www.psychologytoday.com/us/blog/happiness-is-state-mind/201807/jomo-the-joy-missing-out

– https://health.clevelandclinic.org/jomo-the-joy-of-missing-out

– https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2025/04/article_20250313110807.pdf