บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง มารู้จักกับ เมฆสีรุ้ง (Cloud Iridescence หรือ Irisation) กันนะคะ ช่วงนี้มีคนพบเห็นกันอยู่บ่อยครั้งเลยนะคะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

 

มารู้จักกับ เมฆสีรุ้ง (Cloud Iridescence หรือ Irisation)

 

 

 

เมฆสีรุ้ง (Cloud Iridescence หรือ Irisation) คือปรากฏการณ์ทางแสงตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนชั้นบรรยากาศ โดยจะมองเห็นก้อนเมฆจางๆ มีสีสันสดใสคล้ายกับสีรุ้งกินน้ำหรืองานศิลปะพาสเทล มักเกิดร่วมกับเมฆก้อนขนาดใหญ่ เช่น เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) โดยมีลักษณะที่มักเรียกว่า “หมวกเมฆสีรุ้ง” (Pileus cloud) ปรากฏอยู่ด้านบนยอดเมฆนั่นเองค่ะ

 

กลไกการเกิดเมฆสีรุ้ง

– การเลี้ยวเบนของแสง (Diffraction) : เกิดจากแสงอาทิตย์ตกกระทบและลอดผ่านช่องว่างระหว่างหยดน้ำขนาดเล็กจิ๋วหรือผลึกน้ำแข็งในก้อนเมฆ

– ขนาดหยดน้ำที่เท่ากัน : หยดน้ำในกลุ่มเมฆจางๆ นั้นจะต้องมีขนาดเล็กและใกล้เคียงกันมากๆ ทำให้แสงหักเหและกระจายตัวออกมาเป็นแถบสีได้อย่างชัดเจน

– ตำแหน่งของมุมแสง : ผู้สังเกตการณ์มักจะมองเห็นได้ดีที่สุดเมื่อเมฆอยู่ใกล้กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ (ประมาณ 10-40 องศา)

 

ช่วงเวลาและโอกาสที่จะพบ

– มักพบได้บ่อยในช่วงเวลาเย็นหรือช่วงก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน

– มักเกิดขึ้นในวันที่มีอากาศร้อนชื้นกระทันหัน ซึ่งทำให้เกิดเมฆฝนฟ้าคะนองดันตัวขึ้นสู่ด้านบนอย่างรวดเร็ว

– เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดเพียงระยะเวลาสั้นๆ (ประมาณไม่กี่นาทีถึงครึ่งชั่วโมง) เนื่องจากรูปร่างของเมฆและมุมของแสงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกระแสลมและทิศทางดวงอาทิตย์

 

ความแตกต่าง ระหว่างเมฆสีรุ้งกับรุ้งกินน้ำทั่วไป

เมฆสีรุ้ง และ รุ้งกินน้ำทั่วไป มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านกลไกทางฟิสิกส์ ตำแหน่งการเกิด และลักษณะของแถบสี ดังนี้ค่ะ

1. กลไกการเกิดทางฟิสิกส์

– เมฆสีรุ้ง: เกิดจากการเลี้ยวเบนของแสง (Diffraction) แสงอาทิตย์จะวิ่งอ้อมและลอดผ่านช่องว่างระหว่างหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งขนาดเล็กจิ๋วที่อยู่ชิดกันมากๆ ในก้อนเมฆ

– รุ้งกินน้ำทั่วไป: เกิดจากการสะท้อนและการหักเหของแสง (Reflection & Refraction) แสงอาทิตย์จะวิ่งทะลุเข้าไปในหยดน้ำฝนขนาดใหญ่ แล้วหักเหแยกสี สะท้อนกับผนังด้านในของหยดน้ำ และหักเหออกกลับมาหาตาเรา

2. ตำแหน่งบนท้องฟ้า

– เมฆสีรุ้ง: จะเกิดขึ้นทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์ โดยเมฆจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ (มุมประมาณ 10-40 องศา)

– รุ้งกินน้ำทั่วไป: จะเกิดขึ้นในทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เสมอ (หากดวงอาทิตย์อยู่ทิศตะวันตก รุ้งจะเกิดทิศตะวันออก) โดยผู้สังเกตต้องหันหลังให้ดวงอาทิตย์

3. ลักษณะและการเรียงตัวของสี

– เมฆสีรุ้ง: สีสันจะกระจายตัวเป็นเหลือบๆ คล้ายคราบน้ำมันบนผิวน้ำ หรือเป็นแถบสีพาสเทลสลับไปมาตามรูปร่างของก้อนเมฆ ไม่จำเป็นต้องเรียงสีตามลําดับ

– รุ้งกินน้ำทั่วไป: จะเรียงตัวเป็นเส้นโค้งวงกลมหรือครึ่งวงกลมที่ชัดเจน และมีการเรียงลำดับสีที่แน่นอนเสมอ โดยรุ้งตัวหลัก (Primary Rainbow) จะมีสีแดงอยู่ด้านบนสุดและสีม่วงอยู่ด้านล่างสุด