บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง  หมอเตือน! อย่ามองข้ามผักกาดขาวเปิด 3 วิธีจับผิดผักต้องสงสัย หลังคลิปแฉแช่ฟอร์มาลินยืดความสดก่อนขนส่งจากจีนกันนะคะ  กลายเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างมากเลยนะคะ หลังจากมีการเผยแพร่คลิปในประเทศจีนแสดงภาพการนำผักกาดขาวไปสัมผัสสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ก่อนขนส่ง

 

 

โดยทางการท้องถิ่นของอำเภอคังเป่า มณฑลเหอเป่ย์ ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และเป็นการใช้สารเพื่อช่วยชะลอการเน่าเสียระหว่างการขนส่งอย่างผิดกฎหมายนั่นเองค่ะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันได้เลยค่ะ

 

หมอเตือน! อย่ามองข้ามผักกาดขาวเปิด 3 วิธีจับผิดผักต้องสงสัย หลังคลิปแฉแช่ฟอร์มาลินยืดความสดก่อนขนส่งจากจีน

 

 

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ควรตีความว่าผักกาดขาวจากจีนทั้งหมดมีฟอร์มาลิน นะคะเพราะเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าหรือสินค้าบางส่วน และยังต้องติดตามผลการตรวจสอบเพิ่มเติมนั่นเองค่ะ

 

ฟอร์มาลินคืออะไร ทำไมถึงต้องระวัง ?

ฟอร์มาลินโดยทั่วไปหมายถึงสารละลายของฟอร์มาลดีไฮด์ในน้ำ ซึ่งมีการใช้งานในทางการแพทย์ อุตสาหกรรม และการฆ่าเชื้อบางประเภท แต่ **ไม่อนุญาตให้นำมาแช่ พ่น หรือใช้เพื่อรักษาความสดของอาหารในประเทศไทย

หากได้รับฟอร์มาลดีไฮด์ในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณปากและลำคอ รวมถึงคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย ส่วนการได้รับในปริมาณมากอาจเป็นอันตรายรุนแรงได้

 

3 จุดสังเกตผักกาดขาวต้องสงสัยก่อนซื้อ

1. สดสวยผิดธรรมชาติ

ผักสดควรมีสีและลักษณะเป็นธรรมชาติ ใบไม่ควรแข็งหรือกรอบผิดปกติ และไม่ควรมีรอยเน่าช้ำ หรือขึ้นรานะคะ  หากพบผักที่ดูสดผิดปกติ ทั้งที่คาดว่าผ่านการขนส่งมาเป็นเวลานาน ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและวันที่รับสินค้าเพิ่มเติมค่ะ

แต่ต้องย้ำว่า รูปลักษณ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันว่าผักมีหรือไม่มีสารเคมี หรือไม่นะคะ เพราะผักที่สวยไม่ได้แปลว่าปลอดสาร และผักที่มีรอยแมลงก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดสารเช่นกันค่ะ

 

2. มีกลิ่นฉุน หรือกลิ่นสารเคมีผิดปกติ

หากผักมีกลิ่นฉุน แสบจมูก หรือมีกลิ่นคล้ายสารเคมีที่ผิดธรรมชาติ ควรหลีกเลี่ยงและแจ้งผู้ขายให้ตรวจสอบ  ที่สำคัญ ไม่ควรนำผักขึ้นมาดมใกล้ หรือสูดกลิ่นแรง เพื่อทดสอบนะคะ  เพราะอาจได้รับไอระเหยโดยไม่จำเป็น และการที่ผักไม่มีกลิ่นผิดปกติก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีสารปนเปื้อนเช่นกันค่ะ

 

3. พลิกดูโคนก้านซอกใบ

ก่อนซื้อ ลองสังเกตบริเวณโคน ก้าน และซอกใบ หากพบคราบ ของเหลวตกค้าง สีผิดธรรมชาติเนื้อผักเปื่อย หรือมีกลิ่นฉุน ควรเลือกผักชิ้นอื่นนะคะ อย่างไรก็ตาม คราบที่เห็นบนผัก อาจไม่ได้หมายความว่าเป็นสารเคมีเสมอไป เพราะอาจเกิดจากดิน แร่ธาตุ ไขธรรมชาติ หรือความชื้นที่แห้งติดผิว ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปจากการมองด้วยตาเพียงอย่างเดียวนะคะ

 

แล้วผักกาดขาวในไทยปลอดภัยหรือไม่ ?

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า หลังมีข่าวการใช้ฟอร์มาลินกับผักกาดขาวในจีน ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและสุ่มตรวจทั้งบริเวณด่านนำเข้าและตลาดค้าส่ง

ผลการตรวจ วันที่  25 สิงหาคม 2569 รวมทั้งหมด ท42 ตัวอย่าง แบ่งเป็นตัวอย่างจากด่านอาหารและยา 3 แห่ง จำนวน 22 ตัวอย่าง และจากตลาดค้าส่ง 2 แห่ง จำนวน 20 ตัวอย่าง โดยรวมทั้งผักนำเข้าและผักที่ผลิตในประเทศ ยังไม่พบการปนเปื้อนฟอร์มาลินในตัวอย่างที่ตรวจนะคะ

ทั้งนี้ ผลดังกล่าวหมายถึงเฉพาะตัวอย่างที่ถูกสุ่มตรวจ ไม่ใช่การรับรองว่าผักทุกชิ้นในตลาดไม่มีสารปนเปื้อนนะคะ ซึ่งทาง อย. ยังคงเฝ้าระวังและสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง และหากพบตัวอย่างที่เข้าข่ายต้องสงสัย จะส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการต่อไป

 

ซื้อผักอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้น ?

ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผักจากร้านค้า ตลาด หรือผู้จำหน่ายที่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ชัดเจนหากเป็นผักบรรจุถุง ควรตรวจสอบฉลากและข้อมูลผู้รับผิดชอบ

เมื่อซื้อมาแล้ว ควรล้างผักด้วยน้ำสะอาดอย่างเหมาะสม โดย อย.แนะนำให้แช่น้ำสะอาดประมาณ 15 นาที พร้อมเขย่าหรือลูบเบา จากนั้นล้างผ่านน้ำสะอาดไหลไม่น้อยกว่า 30 วินาทีหรือเลือกวิธีแช่น้ำผสมเบกกิ้งโซดาหรือเกลือตามอัตราที่ อย.แนะนำ

แต่ต้องเข้าใจว่า การล้างผักไม่ใช่วิธีพิสูจน์หรือรับประกันว่าผักที่สงสัยว่าปนเปื้อนฟอร์มาลินจะปลอดภัยนะคะ หากพบกลิ่นสารเคมีชัดเจน คราบหรือความผิดปกติที่น่าสงสัย ควรงดรับประทานและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ

จะเห็นได้ว่า กระแสผักกาดขาวจุ่มฟอร์มาลินเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในจีนและกำลังมีการตรวจสอบขยายผลนะคะ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเหมารวมว่าผักกาดขาวจากจีนทั้งหมดปนเปื้อนค่ะ ขณะที่ผลสุ่มตรวจของ อย.ไทยล่าสุด 42 ตัวอย่างยังไม่พบฟอร์มาลินในกลุ่มตัวอย่างนะคะ

ดังนั้น ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ควรเลือกให้เป็น สังเกตให้ดี และล้างผักให้ถูกวิธี” นะคะ หากพบผักต้องสงสัย สามารถสอบถามหรือแจ้งสำนักงาน อย. ผ่านสายด่วน**1556** เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบต่อไปค่ะ

 

 

 

 

 

 

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)