กาฬโรค คือโรคติดเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ที่ติดต่อจากสัตว์ฟันแทะสู่คนผ่านหมัดหนูเป็นหลัก และชนิดปอดบวมแพร่จากคนสู่คนผ่านละอองฝอยได้ ปัจจุบันรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ถ้าวินิจฉัยและรักษาเร็วพยากรณ์โรคจะดี กระแสข่าวล่าสุดมาจากกรณีเจ้าหน้าที่ห้องแล็บในไซบีเรีย รัสเซีย ที่เสียชีวิตและถูกสงสัยว่าอาจติดเชื้อกาฬโรค แต่ทางการรัสเซียยังไม่ยืนยัน และรายงานจากแต่ละแหล่งยังขัดแย้งกันอยู่
บทความนี้สรุปให้ครบในที่เดียวว่ากาฬโรคคืออะไร ติดต่อทางไหน แบ่งเป็นกี่ชนิด อาการเป็นอย่างไร อันตรายแค่ไหนในยุคปัจจุบัน ต่างจาก Black Death ในประวัติศาสตร์หรือไม่ และประเทศไทยเคยมีกาฬโรคหรือเปล่า พร้อมเล่าเหตุการณ์ที่รัสเซียทั้งสองด้านของข้อมูล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจข่าวโดยไม่ตื่นตระหนกเกินจริงและไม่ประมาทเกินไป
กาฬโรคคืออะไร เกิดจากเชื้อตัวไหน
กาฬโรค (Plague) คือโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) โดยมีสัตว์ฟันแทะอย่างหนูเป็นแหล่งรังโรค และมีหมัดหนู โดยเฉพาะหมัดหนูตะวันออก เป็นพาหะนำเชื้อมาสู่คน พูดง่าย ๆ คือ หนูเป็นที่อยู่ของเชื้อ ส่วนหมัดเป็นตัวส่งเชื้อต่อ
กลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนไม่ได้มีแค่กาฬโรค ยังมีโรคอื่นที่มีหนูเกี่ยวข้องด้วย เช่น ไวรัสฮันตา โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่สิ่งที่ทำให้กาฬโรคถูกจับตามากเป็นพิเศษ คือประวัติการระบาดครั้งใหญ่ในอดีต และชนิดปอดบวมที่แพร่จากคนสู่คนได้ แม้ทุกวันนี้กาฬโรคจะรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษา ความรุนแรงสูงมาก โดยเฉพาะชนิดปอดบวมและชนิดโลหิตเป็นพิษ
กาฬโรค 3 ชนิดต่างกันอย่างไร
กาฬโรคแบ่งตามตำแหน่งที่เชื้อลุกลามได้ 3 ชนิดหลัก คือ ชนิดต่อมน้ำเหลือง (Bubonic) ชนิดปอดบวม (Pneumonic) และชนิดโลหิตเป็นพิษ (Septicemic) แต่ละชนิดมีอาการเด่น ช่องทางติดต่อ และความรุนแรงต่างกันตามตารางนี้
| ชนิด | อาการเด่น | ติดต่อทางไหน | ความรุนแรง / อัตราเสียชีวิต |
|---|---|---|---|
| ชนิดต่อมน้ำเหลือง (Bubonic) | ไข้สูงฉับพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองบวมโตและเจ็บ (bubo) มักเกิด 2-8 วันหลังติดเชื้อ | หมัดหนูที่พาเชื้อจากสัตว์ฟันแทะกัด (ช่องทางหลักของโรค) | ไม่รักษาเสียชีวิตราว 30-66% / รักษาแล้วเหลือต่ำกว่า 5-15% |
| ชนิดปอดบวม (Pneumonic) | อาการลุกลามเร็วจนหายใจล้มเหลว | ละอองฝอยทางเดินหายใจ แพร่จากคนสู่คนได้ | รุนแรงที่สุด ไม่รักษาเสียชีวิตแทบทุกราย ต้องให้ยาปฏิชีวนะเร็วที่สุด |
| ชนิดโลหิตเป็นพิษ (Septicemic) | อาการรุนแรงเฉียบพลัน | เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง | ไม่รักษาเสียชีวิต 100% / รักษาแล้วยังเสียชีวิตราว 20-40% |
กาฬโรคติดต่อได้อย่างไร คนสู่คนได้ไหม
กาฬโรคติดต่อหลักผ่านหมัดหนูที่พาเชื้อจากสัตว์ฟันแทะมาสู่คน และติดต่อจากคนสู่คนได้ในกรณีกาฬโรคชนิดปอดบวม ผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจ ดังนั้นคำตอบคือ คนสู่คนได้ แต่เกิดกับชนิดปอดบวมเป็นหลัก ไม่ใช่ทุกชนิด
สรุปช่องทางการติดต่อของกาฬโรคตามข้อมูลที่มี ได้ดังนี้
- หมัดหนู: ช่องทางหลัก หมัด โดยเฉพาะหมัดหนูตะวันออก ดูดเลือดสัตว์ฟันแทะที่มีเชื้อแล้วมากัดคน
- ละอองฝอยจากทางเดินหายใจ: เกิดในชนิดปอดบวม ผู้ป่วยไอหรือจามแล้วแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิด
- สัตว์ที่มีเชื้อ: ตัวอย่างในมองโกเลียคือมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการล่าหรือกินเนื้อมาร์มอตดิบที่มีเชื้อ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีผู้ป่วยที่ถูกสงสัยว่าเป็นชนิดปอดบวม ทางการจึงมักต้องติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างกว้างขวาง เพราะชนิดนี้เป็นชนิดที่แพร่ระหว่างคนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ใช้ในกรณีรัสเซียล่าสุด
อาการกาฬโรคเป็นแบบไหน สังเกตยังไงว่าติดเชื้อ
อาการกาฬโรคที่พบบ่อยคือไข้สูงขึ้นกะทันหัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และในชนิดต่อมน้ำเหลืองจะมีต่อมน้ำเหลืองบวมโตเจ็บปวด ซึ่งมักเกิดภายใน 2-8 วันหลังติดเชื้อ ส่วนชนิดปอดบวมอาการลุกลามเร็วจนอาจหายใจล้มเหลว
สัญญาณที่ควรรู้จัก แยกตามชนิดของกาฬโรค มีดังนี้
- ไข้สูงฉับพลันร่วมกับหนาวสั่น เป็นอาการเริ่มต้นที่พบได้ในชนิดต่อมน้ำเหลือง
- ปวดศีรษะและปวดกล้ามเนื้อ มักมาพร้อมกับไข้
- ต่อมน้ำเหลืองบวมโตและเจ็บ เรียกว่า bubo เป็นลักษณะเด่นของชนิดต่อมน้ำเหลือง
- อาการทางเดินหายใจที่แย่ลงเร็ว จนหายใจล้มเหลว เป็นลักษณะของชนิดปอดบวมซึ่งรุนแรงที่สุด
- อาการรุนแรงเฉียบพลันทั้งร่างกาย พบในชนิดโลหิตเป็นพิษ ที่เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง
อาการเหล่านี้หลายข้อคล้ายโรคติดเชื้ออื่น จึงวินิจฉัยด้วยตัวเองไม่ได้ ถ้ามีไข้สูงฉับพลันร่วมกับต่อมน้ำเหลืองบวม หรืออาการหายใจแย่ลงเร็ว โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางไปพื้นที่ที่ยังมีโรคประจำถิ่น ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติให้ครบ เพราะหัวใจของการรักษากาฬโรคคือได้ยาปฏิชีวนะให้เร็วที่สุด
ข่าวกาฬโรคที่รัสเซีย/ไซบีเรีย ล่าสุดเกิดอะไรขึ้น
เจ้าหน้าที่ห้องแล็บหญิงวัย 27-28 ปี ของสถาบันวิจัยต้านกาฬโรคอีร์คุตสค์ ในไซบีเรีย รัสเซีย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 ด้วยภาวะปอดอักเสบรุนแรง และมีรายงานว่าอาจติดเชื้อกาฬโรคชนิดปอดบวมจากหลอดทดลองแตกระหว่างทำงาน อย่างไรก็ดี ทางการรัสเซียยังไม่ยืนยันว่าเป็นกาฬโรค และมีแถลงการณ์ที่ระบุสาเหตุต่างออกไป (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค. 2026)
ผู้เสียชีวิตซึ่งสื่อต่างประเทศระบุชื่อว่า ดาเรีย ชิโลวา (Darya Shilova) ทำงานที่ Irkutsk Anti-Plague Research Institute ในแคว้นอีร์คุตสค์ ก่อนเสียชีวิตเธอเคยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ สมมติฐานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ระหว่างเก็บตัวอย่าง มีรายงานว่าหลอดทดลองที่บรรจุแบคทีเรียมีชีวิตซึ่งใช้ศึกษากาฬโรคแตก จึงสงสัยว่าเธออาจติดเชื้อกาฬโรคชนิดปอดบวม หรือ pneumonic plague
มาตรการที่มีรายงานหลังเหตุการณ์ (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค. 2026)
- ผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 200 คน ถูกสั่งเฝ้าระวังหรือกักตัวทางการแพทย์
- โรงพยาบาลที่รับตัวผู้เสียชีวิตถูกกักกัน
- มีการยกเลิกกิจกรรมและงานสาธารณะในเมืองอีร์คุตสค์
- มีการเปิดสอบสวนอาญาเรื่องการละเมิดมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ
- ผลตรวจผู้สัมผัสเบื้องต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค. 2026) เป็นลบ และไม่พบผู้มีอาการป่วยในกลุ่มเฝ้าระวัง
ประเด็นที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือ ข้อมูลยังขัดกันอยู่ ฝั่งหนึ่ง สื่อ Sanook รายงานว่าทางการสาธารณสุขรัสเซียแถลงว่าตรวจไม่พบจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับงานของผู้เสียชีวิต และระบุสาเหตุการเสียชีวิตเป็น “ปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ” ซึ่งไม่ใช่กาฬโรคอย่างเป็นทางการ อีกฝั่งหนึ่ง สื่ออื่นยังรายงานในกรอบ “สงสัยกาฬโรค” ตามทฤษฎีหลอดทดลองแตก และมีกระแสวิจารณ์ว่ารัฐบาลรัสเซียปกปิดข้อมูล ณ ตอนนี้จึงยังสรุปไม่ได้ว่าการเสียชีวิตครั้งนี้เกิดจากกาฬโรคหรือไม่ ต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ และตัวเลขผู้เฝ้าระวังหรือสถานะผู้สัมผัสอาจเปลี่ยนได้เมื่อการสอบสวนคืบหน้า
กาฬโรคอันตรายแค่ไหนในยุคปัจจุบัน รักษาหายไหม
กาฬโรครักษาหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ยิ่งวินิจฉัยและรักษาเร็ว พยากรณ์โรคยิ่งดี แต่ถ้าไม่รักษายังอันตรายมาก โดยเฉพาะชนิดปอดบวมที่ไม่รักษาจะเสียชีวิตแทบทุกราย และชนิดโลหิตเป็นพิษที่ไม่รักษาเสียชีวิต 100%
ตัวเลขที่เห็นภาพชัดที่สุดคือชนิดต่อมน้ำเหลือง ถ้าไม่รักษาอัตราเสียชีวิตอยู่ราว 30-66% แต่เมื่อได้รับการรักษา อัตราเสียชีวิตลดลงเหลือต่ำกว่า 5-15% ส่วนชนิดโลหิตเป็นพิษ แม้รักษาแล้วก็ยังเสียชีวิตราว 20-40% สะท้อนว่าความเร็วในการเข้าถึงการรักษาสำคัญมาก
ในระดับโลก กาฬโรคยังไม่หายไปไหน ยังเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) ในมาดากัสการ์ คองโก และเปรู มาดากัสการ์มีผู้ติดเชื้อปีละ 280-600 ราย และช่วงปี 2010-2015 ทั่วโลกมีผู้ป่วยทั้งหมด 3,248 ราย เสียชีวิต 584 ราย ซึ่งราว 75% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในมาดากัสการ์ ส่วนมองโกเลียมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการล่าหรือกินเนื้อมาร์มอตดิบที่มีเชื้อ ภาพรวมจึงเป็นโรคที่พบไม่บ่อย รักษาได้ แต่ไม่ควรประมาท คล้ายกับโรคติดเชื้ออันตรายอื่นอย่าง ไวรัสอีโบลา ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ซึ่งการตรวจพบเร็วและการควบคุมผู้สัมผัสเป็นหัวใจสำคัญเช่นกัน
กาฬโรคกับ Black Death ในอดีตต่างกันไหม แล้วมีในไทยหรือเปล่า
Black Death คือชื่อเรียกการระบาดใหญ่ของกาฬโรคในยุโรปช่วง ค.ศ.1346-1353 จึงเป็นโรคเดียวกัน ความต่างสำคัญคือปัจจุบันมียาปฏิชีวนะใช้รักษาได้ ส่วนในไทยเคยระบาดใหญ่ตั้งแต่ พ.ศ. 2447 และมีรายงานผู้ป่วยรายสุดท้ายในปี พ.ศ. 2495
การระบาดของ Black Death เริ่มจากเอเชียกลาง แล้วเข้าสู่ยุโรปผ่านเรือสินค้าที่มีหนูติดหมัด เข้าเมืองเมสซีนา เกาะซิซิลี ในปี 1347 การระบาดครั้งนั้นคร่าชีวิตประชากรยุโรปไปกว่า 1 ใน 3 หรือราว 25 ล้านคนในศตวรรษที่ 14 และกลายเป็นภาพจำของกาฬโรคมาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับประเทศไทย กาฬโรคเคยระบาดใหญ่ตั้งแต่ พ.ศ. 2447 โดยเชื่อว่าเชื้อมาจากหนูที่ติดมาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน การระบาดลุกลามในฝั่งธนบุรี พระนคร และอีกหลายจังหวัด นานกว่า 20 ปีก่อนจะสงบลง ผู้ป่วยรายสุดท้ายที่มีรายงานคือปี พ.ศ. 2495 หลังจากนั้นไม่มีรายงานกาฬโรคในไทยอีก และปัจจุบันไทยไม่ถือเป็นพื้นที่ระบาดของโรคนี้ ทั้งนี้เป็นข้อมูลเชิงประวัติ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องเฝ้าระวังโรคติดต่ออุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำเลย
หลายคนสงสัยว่ากาฬโรคน่ากลัวกว่าไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 หรือไม่ ตารางนี้เปรียบเทียบภาพรวมเชิงคุณภาพเพื่อให้เห็นความต่าง
| โรค | เชื้อก่อโรค | วิธีแพร่ | ความรุนแรง | การป้องกัน / รักษา |
|---|---|---|---|---|
| กาฬโรค | แบคทีเรีย Yersinia pestis | หมัดหนูจากสัตว์ฟันแทะเป็นหลัก ชนิดปอดบวมแพร่คนสู่คนทางละอองฝอย | สูงมากถ้าไม่รักษา ชนิดปอดบวมเสียชีวิตแทบทุกราย | รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ยิ่งเร็วยิ่งดี |
| ไข้หวัดใหญ่ | ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) | ละอองฝอยทางเดินหายใจจากคนสู่คน | ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่กลุ่มเสี่ยงอาจมีอาการหนัก | มีวัคซีนป้องกันและยาต้านไวรัส |
| โควิด-19 | ไวรัส SARS-CoV-2 | ละอองฝอยทางเดินหายใจจากคนสู่คน | ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่กลุ่มเสี่ยงอาจมีอาการหนัก | มีวัคซีนป้องกันและยาต้านไวรัส |
จุดที่ต่างชัดที่สุดคือ กาฬโรคเกิดจากแบคทีเรีย จึงรักษาด้วยยาปฏิชีวนะได้ ขณะที่ไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 เกิดจากไวรัส ส่วนเรื่องการแพร่ระบาด ไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 แพร่จากคนสู่คนเป็นช่องทางหลัก แต่กาฬโรคติดต่อผ่านหมัดหนูเป็นหลัก และแพร่ระหว่างคนได้เฉพาะชนิดปอดบวม
FAQ
กาฬโรคยังมีอยู่จริงในโลกไหม
ยังมีอยู่จริง กาฬโรคยังเป็นโรคประจำถิ่นในบางประเทศ เช่น มาดากัสการ์ คองโก และเปรู โดยมาดากัสการ์มีผู้ติดเชื้อปีละ 280-600 ราย ส่วนมองโกเลียเคยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการล่าหรือกินเนื้อมาร์มอตดิบที่มีเชื้อ
กาฬโรคติดต่อจากคนสู่คนได้ไหม
ได้ในกรณีกาฬโรคชนิดปอดบวม ซึ่งแพร่ผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจ ส่วนช่องทางติดต่อหลักของโรคคือหมัดหนูที่พาเชื้อจากสัตว์ฟันแทะมาสู่คน
กาฬโรคมีในประเทศไทยไหม
ไทยเคยมีการระบาดใหญ่ตั้งแต่ พ.ศ. 2447 และมีรายงานผู้ป่วยรายสุดท้ายในปี พ.ศ. 2495 หลังจากนั้นไม่มีรายงานกาฬโรคในไทยอีก ปัจจุบันไทยไม่ถือเป็นพื้นที่ระบาดของโรคนี้
กาฬโรครักษาหายไหม
รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และถ้าวินิจฉัยและรักษาเร็ว พยากรณ์โรคจะดี เช่น ชนิดต่อมน้ำเหลืองที่ไม่รักษามีอัตราเสียชีวิตราว 30-66% แต่เมื่อรักษาแล้วลดลงเหลือต่ำกว่า 5-15% ส่วนชนิดปอดบวมต้องได้ยาปฏิชีวนะเร็วที่สุด
ทำไมกรณีที่รัสเซียต้องเฝ้าระวังคนเกือบ 200 คน
เพราะผู้เสียชีวิตถูกสงสัยว่าอาจติดเชื้อกาฬโรคชนิดปอดบวม ซึ่งเป็นชนิดที่แพร่จากคนสู่คนผ่านละอองฝอยได้ ทางการจึงสั่งเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 200 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค. 2026) ผลตรวจเบื้องต้นเป็นลบและยังไม่พบผู้มีอาการป่วย ขณะที่สาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างสอบสวนและมีรายงานที่ขัดแย้งกัน
กาฬโรคกับ Black Death คือโรคเดียวกันไหม
เป็นโรคเดียวกัน Black Death คือชื่อเรียกการระบาดใหญ่ของกาฬโรคในยุโรปช่วง ค.ศ.1346-1353 ซึ่งคร่าชีวิตประชากรยุโรปไปกว่า 1 ใน 3 หรือราว 25 ล้านคน ความต่างสำคัญคือปัจจุบันมียาปฏิชีวนะใช้รักษาได้
