ภาพปกข่าวโทนมืด พาดหัวเงินเยียวยาเกษตรกร 2569 พร้อมกระสอบข้าว รวงข้าว เหรียญบาท และสมุดบัญชี ธ.ก.ส. และแถบอัตราช่วยเหลือต่อไร่

สรุปให้ก่อนสั้น ๆ เงินเยียวยาเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่กำลังจ่ายจริงในปี 2569 คือ “เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร” ซึ่งจ่ายตามพื้นที่ที่เสียหายจริงเป็นรายไร่ โดยอัตราสูงสุดอยู่ที่ 2,240 บาท/ไร่ สำหรับนาข้าว ไปจนถึง 16,000 บาท/ไร่ สำหรับพื้นที่ที่มีดินโคลนทับถม ผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก่อนวันเกิดภัยพิบัติ และพื้นที่ต้องอยู่ในเขตที่ทางราชการประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยประกาศให้ความช่วยเหลือรอบนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ส่วนข่าว “เงินเยียวยาชาวนาไร่ละ 1,000 บาท” ที่หลายคนเห็นผ่านตานั้น เป็นคนละก้อนกัน และ ณ ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาล ซึ่งจะอธิบายแยกไว้ให้ด้านล่างของบทความนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2569)

เงินเยียวยาเกษตรกรชาวไร่ชาวนา 2569 คือโครงการอะไร

โครงการที่กำลังจ่ายเงินอยู่จริงตอนนี้คือการช่วยเหลือเกษตรกรที่พืชผล พื้นที่เพาะเลี้ยง หรือแมลงเศรษฐกิจได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ ไม่ใช่เงินอุดหนุนรายหัวหรือเงินประกันรายได้แบบที่หลายคนเข้าใจ หลักการคือรัฐจ่ายชดเชยตาม “ความเสียหายที่ตรวจสอบและรับรองแล้ว” เป็นรายไร่ ตามชนิดพืชและระดับความเสียหาย ไม่ใช่จ่ายเท่ากันทุกคน

หน่วยงานที่รับผิดชอบมี 2 ส่วนหลัก คือ กรมส่งเสริมการเกษตร ทำหน้าที่ดูแลระบบทะเบียนเกษตรกรและการตรวจสอบรับรองความเสียหาย และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำหน้าที่โอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง เกษตรกรที่ยังไม่คุ้นกับบริการของธนาคารรัฐแห่งนี้ สามารถอ่านเพิ่มได้ที่บทความ ธ.ก.ส. คืออะไร มีบริการอะไรบ้าง ปี 2569 เพื่อดูว่าต้องเตรียมบัญชีและเอกสารอะไรบ้าง

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่ต้นคือ เงินก้อนนี้ “ไม่ได้เปิดให้ทุกคนยื่นเมื่อไหร่ก็ได้” แต่ผูกกับการที่พื้นที่นั้น ๆ ถูกประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินก่อน ถ้าอำเภอหรือตำบลของท่านยังไม่ถูกประกาศ ก็ยังไม่เข้าเงื่อนไขการจ่าย แม้พืชผลจะเสียหายจริงก็ตาม

ใครมีสิทธิได้รับเงินเยียวยาบ้าง

สิทธิรับเงินเยียวยารอบนี้จำกัดเฉพาะเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อพร้อมกัน ได้แก่ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรเป็นปัจจุบันก่อนวันเกิดภัยพิบัติ พื้นที่อยู่ในเขตประกาศให้ความช่วยเหลือฯ และพื้นที่ที่ขอชดเชยต้องไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ ขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ยังไม่สามารถรับเงินได้

รายละเอียดของเงื่อนไขแต่ละข้อมีดังนี้

  • ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน “ก่อนวันเกิดภัยพิบัติ” เท่านั้น — จุดนี้คือจุดที่ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยตกสิทธิ เพราะไปปรับปรุงทะเบียนหลังน้ำท่วมหรือหลังเกิดภัยแล้ว ซึ่งระบบจะถือว่าไม่ทัน
  • พื้นที่เพาะปลูกต้องอยู่ในเขตที่ประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
  • จำกัดพื้นที่ที่ได้รับการชดเชยไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน ยกเว้นกรณีพื้นที่ดินโคลนทับถม ซึ่งจำกัดไว้ที่ 5 ไร่ต่อครัวเรือน

พูดง่าย ๆ คือ แม้จะทำนา 60 ไร่และเสียหายทั้งหมด รัฐก็จะคำนวณเงินช่วยเหลือให้เพียง 30 ไร่แรกตามเพดานที่กำหนด ส่วนกรณีดินโคลนทับถมซึ่งอัตราต่อไร่สูงมาก จะถูกจำกัดไว้แค่ 5 ไร่ต่อครัวเรือนเท่านั้น เพื่อกระจายงบให้ทั่วถึง

อัตราเงินช่วยเหลือต่อไร่ แยกตามประเภทพืชและความเสียหาย

อัตราเงินช่วยเหลือไม่เท่ากันทุกพืช โดยข้าวได้ 2,240 บาท/ไร่ พืชไร่และผักได้ 3,180 บาท/ไร่ ส่วนไม้ผล/ไม้ยืนต้นที่เสียหายสิ้นเชิงได้สูงถึง 6,800 บาท/ไร่ ตารางด้านล่างคืออัตราสูงสุดต่อไร่ทุกประเภทตามข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2569

ประเภทความเสียหาย อัตราช่วยเหลือสูงสุด หมายเหตุ
ข้าว 2,240 บาท/ไร่ ไม่เกิน 30 ไร่/ครัวเรือน
พืชไร่และผัก 3,180 บาท/ไร่ ไม่เกิน 30 ไร่/ครัวเรือน
ไม้ผล/ไม้ยืนต้น เสียหายสิ้นเชิง 6,800 บาท/ไร่ ไม่เกิน 30 ไร่/ครัวเรือน
ไม้ผล ชะงักการเจริญเติบโต 3,400 บาท/ไร่ กรณีไม่ถึงขั้นเสียหายสิ้นเชิง
พื้นที่ดินโคลนทับถม 16,000 บาท/ไร่ จำกัดไม่เกิน 5 ไร่/ครัวเรือน
นาเกลือทะเล 3,666 บาท/ไร่ ไม่เกิน 30 ไร่/ครัวเรือน
แมลงเศรษฐกิจ (ผึ้ง/ไหม/จิ้งหรีด ฯลฯ) 1,500–2,000 บาท คิดต่อรัง/ต้น/บ่อ ตามชนิดที่เลี้ยง

ตัวเลขในตารางเป็นอัตราสูงสุด หมายความว่าเงินที่ได้จริงจะขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบรับรองความเสียหายในพื้นที่ ถ้าเสียหายบางส่วนหรือไม่ถึงเกณฑ์ ก็อาจได้รับน้อยกว่าที่ระบุไว้ ดังนั้นอย่าเพิ่งเอาจำนวนไร่ทั้งหมดคูณอัตราสูงสุดแล้วคาดหวังยอดนั้นเต็ม ๆ

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือกรณี “ดินโคลนทับถม” ที่ให้ถึง 16,000 บาท/ไร่ เพราะเป็นความเสียหายที่ต้องลงทุนฟื้นฟูหน้าดินใหม่ทั้งแปลง ไม่ใช่แค่ปลูกซ้ำรอบเดียวจบ แต่ก็แลกมากับเพดานที่ต่ำกว่าประเภทอื่นมาก คือได้ไม่เกิน 5 ไร่ต่อครัวเรือน

ขั้นตอนขอรับสิทธิเงินเยียวยา ต้องทำอะไรบ้าง

ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น เริ่มจากปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ยื่นแบบ กษ01 ให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง เข้าประชาคม/ให้คณะอนุกรรมการระดับพื้นที่ตรวจสอบ แล้วจึงรอเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส. เกษตรกรไม่ต้องเดินทางไปส่วนกลาง ทุกขั้นตอนทำได้ในระดับตำบล/อำเภอ

  1. ปรับปรุงหรือขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน ผ่านแอปพลิเคชัน Farmbook หรือไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ย้ำอีกครั้งว่าต้องทำก่อนวันเกิดภัยพิบัติจึงจะใช้สิทธิได้
  2. ยื่นแบบ กษ01 ให้ผู้นำท้องถิ่น ได้แก่ กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ตรวจสอบและรับรองข้อมูลแปลงที่เสียหาย
  3. เข้าประชาคมหมู่บ้าน เพื่อให้คณะอนุกรรมการระดับพื้นที่ตรวจสอบและรับรองความเสียหายตามจริง ขั้นตอนนี้คือด่านชี้ขาดว่าจะได้รับเงินกี่ไร่และในอัตราใด
  4. รอเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส. ของเกษตรกรที่ผูกไว้กับทะเบียน เมื่อผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

ขึ้นทะเบียนและตรวจสอบสิทธิผ่านแอป Farmbook

แอป Farmbook คือช่องทางที่กรมส่งเสริมการเกษตรใช้ให้เกษตรกรแจ้งปรับปรุงข้อมูลการเพาะปลูกด้วยตัวเอง ทั้งชนิดพืช เนื้อที่ และวันที่เริ่มปลูก ซึ่งข้อมูลชุดนี้เองที่ระบบจะดึงมาใช้เทียบกับวันเกิดภัยพิบัติ ใครที่ยังไม่เคยใช้งานสามารถดูวิธีเข้าใช้และตรวจสอบสิทธิเบื้องต้นได้จากบทความ ตรวจสอบสิทธิผ่านแอป Farmbook

สิ่งที่ควรทำเป็นนิสัยคือ ปรับปรุงทะเบียนทุกครั้งที่เริ่มฤดูเพาะปลูกใหม่ ไม่ใช่รอให้เกิดภัยก่อนแล้วค่อยไปแก้ เพราะเมื่อภัยพิบัติมาถึง ข้อมูลที่บันทึกภายหลังจะไม่ถูกนับเข้าเงื่อนไข

เงินโอนเข้าบัญชีไหน และเช็คสถานะได้ที่ใด

เงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ผูกกับชื่อเกษตรกรผู้มีสิทธิเท่านั้น ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดและไม่ได้โอนผ่านแอปพลิเคชันของเอกชนรายใด ผู้ที่ยังไม่มีบัญชี ธ.ก.ส. หรือบัญชีปิดไปแล้ว ควรรีบติดต่อสาขาใกล้บ้านเพื่อเปิด/เปิดใช้งานใหม่ ไม่เช่นนั้นเงินจะโอนไม่สำเร็จ

สำหรับการติดตามสถานะ ให้สอบถามที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ยื่นเรื่อง หรือ ธ.ก.ส. สาขาที่มีบัญชีอยู่ ส่วนกำหนดวันโอนของแต่ละพื้นที่ยังไม่มีการประกาศเป็นวันที่แน่นอน จึงไม่ควรเชื่อข้อความที่ระบุวันโอนแบบเจาะจงจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ และอย่าให้ข้อมูลบัญชีหรือรหัส OTP กับใครที่อ้างว่าจะช่วยเร่งเงินเยียวยา เพราะไม่มีขั้นตอนใดที่ต้องเสียค่าดำเนินการ

เงินเยียวยาไร่ละ 1,000 บาท ที่เป็นข่าว คือก้อนเดียวกันหรือไม่

ไม่ใช่ก้อนเดียวกัน และต้องแยกให้ชัด เงิน “ไร่ละ 1,000 บาท” ที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงความชัดเจน ไม่ใช่เงินที่อนุมัติหรือจ่ายจริงแล้ว ขณะที่ตารางอัตราชดเชยด้านบนเป็นเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติที่มีหลักเกณฑ์และประกาศรองรับอยู่แล้ว

ที่มาของข่าวคือ นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคกล้าธรรม ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงความชัดเจนของเงินเยียวยาชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ว่าจะช่วยเหลือครัวเรือนละกี่ไร่ และอัตราสุดท้ายจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่ง ณ วันที่เป็นข่าว ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาล ดังนั้นเกษตรกรจึงยังไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปวางแผนการเงินหรือคาดหวังว่าจะได้รับเพิ่มจากเงินภัยพิบัติ

บริบทที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงมาก คือราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง เช่น กุ้งขาวเหลือ 150–160 บาทต่อกิโลกรัม และปลาดุกที่ราคาลดจาก 40 บาท เหลือเพียง 18 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรจำนวนมากขาดทุนสะสม จึงมีเสียงเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินภัยพิบัติ (อ่านบทความเก่าที่เคยรายงานประเด็นเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไว้ได้ที่ ธ.ก.ส. พร้อมโอนเงินช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท รอบแรก ซึ่งเป็นคนละรอบและคนละสถานะกับข้อเรียกร้องล่าสุดที่ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาลในตอนนี้)

สรุปสั้นที่สุด คือ ตอนนี้เงินที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนและเดินเรื่องได้จริง คือเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติตามตารางอัตราต่อไร่ ส่วนไร่ละ 1,000 บาท ยังอยู่ในขั้นเรียกร้องให้ชี้แจง ใครที่เห็นเพจหรือไลน์กลุ่มบอกว่า “ลงทะเบียนรับไร่ละ 1,000 ได้แล้ว” ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนและตรวจสอบกับสำนักงานเกษตรอำเภอโดยตรง

คำถามที่พบบ่อย

ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัยพิบัติจริงหรือไม่

จริง เงื่อนไขระบุชัดว่าต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก่อนวันเกิดภัยพิบัติเท่านั้น หากไปปรับปรุงข้อมูลหลังเกิดภัยแล้ว จะไม่เข้าเงื่อนไขรับเงินช่วยเหลือรอบนั้น

ได้รับเงินช่วยเหลือสูงสุดกี่ไร่ต่อครัวเรือน

โดยทั่วไปจำกัดไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน ยกเว้นกรณีพื้นที่ดินโคลนทับถมที่จำกัดไม่เกิน 5 ไร่ต่อครัวเรือน แม้มีพื้นที่เสียหายมากกว่านั้น ระบบก็จะคำนวณให้ตามเพดานที่กำหนด

ข้าวกับไม้ผลได้เงินต่างกันเท่าไหร่

ข้าวได้สูงสุด 2,240 บาทต่อไร่ ส่วนไม้ผลหรือไม้ยืนต้นที่เสียหายสิ้นเชิงได้สูงสุด 6,800 บาทต่อไร่ และหากไม้ผลเพียงชะงักการเจริญเติบโตจะได้ 3,400 บาทต่อไร่ ทั้งหมดเป็นอัตราสูงสุดที่ขึ้นกับผลการตรวจสอบจริง

เงินเยียวยาโอนเข้าบัญชีธนาคารอะไร

โอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ของเกษตรกรผู้มีสิทธิโดยตรง ไม่มีการจ่ายเป็นเงินสดและไม่มีค่าดำเนินการใด ๆ หากยังไม่มีบัญชีควรติดต่อ ธ.ก.ส. สาขาใกล้บ้าน

เงินไร่ละ 1,000 บาท จะได้แน่นอนหรือไม่

ยังไม่แน่นอน ข่าวเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นการที่ สส. เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงความชัดเจนว่าจะช่วยกี่ไร่และอัตราเท่าใด ซึ่ง ณ วันที่เป็นข่าวยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาล จึงยังไม่ใช่เงินที่อนุมัติหรือจ่ายจริง และเป็นคนละก้อนกับเงินช่วยเหลือภัยพิบัติ

ยื่นเรื่องขอรับสิทธิได้ที่ไหน

ยื่นแบบ กษ01 ผ่านกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเพื่อรับรอง แล้วเข้าสู่กระบวนการประชาคมและการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการระดับพื้นที่ ส่วนการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทำได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือผ่านแอป Farmbook