บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง อายุเกิน 60 ปี เริ่มงานใหม่ ต้องส่งประกันสังคมหรือไม่? เปิดเงื่อนไขและสิทธิที่คนวัยเกษียณควรรู้ ! กันนะคะ หลายคนอาจเข้าใจว่า หากอายุเกิน 60 ปีแล้ว ถ้ากลับมาทำงานใหม่ก็ต้องถูกหักเงินประกันสังคมเหมือนลูกจ้างทั่วไป แต่จริง แล้วกฎหมายมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องแยกให้ออกว่าเป็น “การทำงานต่อเนื่อง” หรือ “เริ่มต้นเป็นลูกจ้างใหม่หลังสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน” นะคะ

ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับคนวัย 60 ปีขึ้นไป ที่เกษียณแล้วกลับมาทำงาน เพราะอาจเกี่ยวข้องทั้งกับการส่งเงินสมทบ สิทธิความคุ้มครอง และการขอรับเงินชราภาพนั่นเองค่ะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันได้เลยค่ะ

 

อายุเกิน 60 ปี เริ่มงานใหม่ ต้องส่งประกันสังคมหรือไม่? เปิดเงื่อนไขและสิทธิที่คนวัยเกษียณควรรู้ !

 

 

 

อายุเกิน 60 ปี เริ่มงานใหม่ ต้องส่งประกันสังคมหรือไม่ ?

หลักสำคัญของ ผู้ประกันตนมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่มีอายุ ตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ ในขณะที่เริ่มต้นความเป็นนายจ้าง–ลูกจ้าง จึงเข้าข่ายเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33  ดังนั้น หากบุคคลหนึ่ง สิ้นสุดการเป็นลูกจ้างและสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไปแล้ว แล้วจึงกลับมาเริ่มงานใหม่เมื่ออายุเกิน 60 ปี กรณีนี้จะ ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบันนะคะ  พูดง่าย คือ

“เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน” ไม่ได้แปลว่าเมื่ออายุเกิน 60 ปีแล้วกลับมาทำงานใหม่ จะกลับเข้า ม.33 ได้โดยอัตโนมัตินั่นเองค่ะ

 

แล้วถ้าอายุเกิน 60 ปี แต่ยังทำงานกับนายจ้างเดิมล่ะ ?

 

กรณีนี้แตกต่างกันอย่างมากเลยนะคะ หากลูกจ้าง เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ก่อนแล้ว และเมื่ออายุครบ 60 ปียังคงเป็นลูกจ้างของนายจ้างเดิม โดยความสัมพันธ์การจ้างยังไม่สิ้นสุดกฎหมายกำหนดให้ยังคงเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ต่อไปได้ แม้อายุจะเกิน 60 ปีแล้วก็ตามนะคะ  ดังนั้น จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่อายุเกิน 60 หรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงแล้วหรือยังค่ะ

 

กรณีที่ 1: ทำงานต่อเนื่อง

อายุครบ 60 ปีแล้ว แต่ยังทำงานต่อกับนายจ้างเดิมโดยไม่มีการสิ้นสุดความสัมพันธ์การจ้าง ยังเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ต่อได้

กรณีที่ 2: เกษียณและสิ้นสุดการจ้างแล้ว

เกษียณหรือออกจากงานจนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง แล้วจึงกลับมาทำงานใหม่เมื่ออายุเกิน 60 ปี  ไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จากการจ้างงานใหม่นั้นได้

 

แล้วจะถูกหักเงินสมทบหรือไม่ ?

หากเป็น การเริ่มงานใหม่หลังอายุเกิน 60 ปีและไม่เข้าเกณฑ์ผู้ประกันตนมาตรา 33 ก็จะไม่ใช่กรณีที่ลูกจ้างต้องถูกหักเงินสมทบ .33 แบบลูกจ้างทั่วไปค่ะ

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกเรื่อง ประกันสังคม ออกจาก กองทุนเงินทดแทน เพราะลูกจ้างที่ทำงานให้กับนายจ้าง ยังอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเกี่ยวกับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 นะคะ

 

แล้วสิทธิเงินชราภาพเป็นอย่างไร ?

อีกเรื่องที่คนวัยเกษียณควรรู้คือ อายุ 55 ปีอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรับเงินชราภาพได้ทันทีนะคะ  สำนักงานประกันสังคมระบุว่า การขอรับสิทธิกรณีชราภาพต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยหลักสำคัญคือ ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน หากยังคงเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เพราะทำงานต่อเนื่อง แม้จะอายุเกิน 60 ปี ก็อาจยังไม่เข้าเงื่อนไขรับเงินชราภาพ จนกว่าจะสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนนะคะ

 

ส่วนผู้ที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว และมีระยะเวลาการส่งเงินสมทบตามเกณฑ์ ก็ต้องตรวจสอบว่าตนเองมีสิทธิได้รับ บำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ ในรูปแบบใด โดยสำนักงานประกันสังคมระบุว่า หากส่งเงินสมทบกรณีชราภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน จะมีหลักเกณฑ์การได้รับบำนาญชราภาพรายเดือนตามที่กฎหมายกำหนด

 

สรุปให้เข้าใจง่าย

อายุเกิน 60 ปี ไม่ได้หมายความว่า “หมดความคุ้มครองทันที” ในทุกกรณี

  • เป็น ม.33 อยู่แล้ว และทำงานต่อเนื่องกับนายจ้างยังเป็นผู้ประกันตน .33 ต่อได้ แม้อายุเกิน 60 ปี
  • สิ้นสุดการจ้างและสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว ก่อนกลับมาเริ่มงานใหม่ตอนอายุเกิน 60 ปีไม่สามารถขึ้นทะเบียน .33 จากงานใหม่ได้
  • การรับเงินชราภาพต้องพิจารณาทั้งอายุ ระยะเวลาส่งเงินสมทบ และการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
  • การคุ้มครองจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานเป็นอีกระบบหนึ่ง ต้องแยกจากสิทธิประกันสังคม .33

 

ข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมยังมีการเผยแพร่ข้อมูลผู้ประกันตนมาตรา 33 และรายละเอียดสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง จึงควรตรวจสอบสถานะของตนเองกับสำนักงานประกันสังคม ก่อนตัดสินใจเรื่องการทำงานหรือการขอรับสิทธิ นะคะ

 

ดังนั้นสำหรับคนวัย 60+ ที่กำลังจะเริ่มงานใหม่ ควรสอบถามนายจ้างให้ชัดเจนว่าเป็น การจ้างต่อเนื่อง หรือการจ้างใหม่หลังเกษียณ และตรวจสอบสถานะกับสำนักงานประกันสังคมก่อนนะคะ เพราะรายละเอียดเพียงจุดเดียวอาจส่งผลต่อสิทธิประกันสังคมและเงินชราภาพที่ควรได้รับในอนาคตนั่นเองค่ะ

 

 

 

ที่มา : สำนักงานประกันสังคม และข้อมูลกฎหมาย/แนวทางเกี่ยวกับผู้ประกันตนมาตรา 33