วัคซีนมะเร็งโมเดอร์นา ที่เป็นกระแสทั่วโลกในช่วงนี้ คือทรีตเมนต์ชื่อ intismeran autogene (ชื่อโค้ด mRNA-4157 หรือ V940) ซึ่ง Moderna และ Merck ประกาศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 ว่าการทดลองเฟส 3 ชื่อ INTerpath-001 บรรลุเป้าหมายหลัก คือช่วยยืดเวลาที่ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิด melanoma ไม่กลับมาเป็นซ้ำ เมื่อใช้ร่วมกับยา Keytruda เทียบกับการใช้ Keytruda เพียงอย่างเดียว จุดที่ต้องเน้นให้ชัดตั้งแต่ต้นคือ ทรีตเมนต์นี้ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยทั่วไป และบริษัทยังไม่เปิดเผยตัวเลขผลลัพธ์ละเอียดของเฟส 3 ต่อสาธารณะ (ข้อมูล ณ วันที่ 19-20 สิงหาคม 2026)
วัคซีนมะเร็งโมเดอร์นาคืออะไร ทำไมข่าวนี้ถึงเป็นกระแส
มันคือวัคซีน mRNA แบบเฉพาะบุคคล ที่ผลิตขึ้นจากตัวอย่างเนื้องอกของผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อสอนระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำการกลายพันธุ์เฉพาะตัวของมะเร็งคนนั้น แล้วให้ควบคู่กับยาภูมิคุ้มกันบำบัด Keytruda (pembrolizumab) ของ Merck เหตุที่เป็นกระแสเพราะแนวทางนี้เดินมาถึงผลทดลองเฟส 3 ซึ่งเป็นด่านใหญ่ก่อนยื่นขออนุมัติ และผลออกมาว่าผ่านทั้งเป้าหมายหลักและเป้าหมายรองสำคัญ
รายละเอียดของการทดลองที่เปิดเผยแล้ว มีดังนี้
- ชื่อการทดลอง INTerpath-001 เป็นการทดลองเฟส 3 มีผู้ป่วยเข้าร่วมมากกว่า 1,137 ราย
- กลุ่มผู้ป่วยคือ มะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรง (melanoma) ระยะ IIB-IV ที่ผ่าตัดเอาก้อนออกแล้ว และจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการกลับมาเป็นซ้ำ
- เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้วัคซีน + Keytruda กับกลุ่มที่ได้ Keytruda อย่างเดียว
- บรรลุเป้าหมายหลัก recurrence-free survival (RFS) และเป้าหมายรองสำคัญ distant metastasis-free survival (DMFS)
- บริษัทระบุว่า ไม่พบสัญญาณความปลอดภัยใหม่ (no new safety signals)
ฝั่งตลาดทุนตอบรับข่าวนี้รุนแรงมากในวันที่ 19 สิงหาคม 2026 หุ้น Moderna (MRNA) พุ่งขึ้นแรงจนมูลค่าตลาดขยับจากราว 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปอยู่ราว 69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่แต่ละสำนักข่าวรายงานต่างกันตามช่วงเวลาที่เก็บราคา ตั้งแต่ +93% ไปจนถึง +177% (ปิดที่ 174.38 ดอลลาร์ตามรายงานของ Yahoo Finance/Motley Fool) ส่วนหุ้น Merck (MRK) ขึ้นในกรอบ +7% ถึง +13.3% ทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ เพราะนักลงทุนมองว่าข่าวนี้ช่วยยืดอายุเชิงพาณิชย์ของ Keytruda ที่กำลังเผชิญการหมดสิทธิบัตร (ข้อมูลราคาหุ้น ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2026)
ไทม์ไลน์การพัฒนา mRNA-4157/V940 จากเฟส 2 สู่เฟส 3
ถ้าไล่เส้นทางของทรีตเมนต์ตัวนี้ จะเห็นว่าตัวเลขที่คนแชร์กันในโซเชียลกับผลที่เพิ่งประกาศ เป็นคนละชุดข้อมูลกัน
| ช่วงเวลา | ขั้นการทดลอง | สาระสำคัญ |
|---|---|---|
| ปี 2022-2023 | เฟส 2b (KEYNOTE-942 / mRNA-4157-P201) | รายงานว่าลดความเสี่ยงมะเร็งกลับเป็นซ้ำหรือเสียชีวิต 49% (ตัวเลขติดตามผล 5 ปีตามที่ CNN อ้างอิงในรายงานวันที่ 19 ส.ค. 2026) และลดความเสี่ยงลุกลามไปอวัยวะอื่นหรือเสียชีวิต 59% เทียบกับ Keytruda เดี่ยว |
| 19 สิงหาคม 2026 | เฟส 3 (INTerpath-001) | ประกาศผลระดับ topline ว่าบรรลุทั้ง RFS และ DMFS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยมากกว่า 1,137 ราย แต่ยังไม่เปิดเผยตัวเลขเปอร์เซ็นต์ |
| หลังจากนี้ | ขั้นยื่นขออนุมัติ | บริษัทระบุว่าจะนำผลไปแสดงในที่ประชุมวิชาการนานาชาติ และยื่นให้หน่วยงานกำกับดูแลภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า |
วัคซีน mRNA รักษามะเร็ง ต่างจากวัคซีนป้องกันโรคทั่วไปอย่างไร
ต่างกันทั้งเป้าหมายและจังหวะการใช้ วัคซีนป้องกันโรคอย่างวัคซีนโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ สอนภูมิคุ้มกันให้รู้จัก “เชื้อโรค” ล่วงหน้าในคนที่ยังไม่ป่วย ส่วนวัคซีนมะเร็งชนิดนี้เป็นการรักษา ไม่ใช่การป้องกัน เพราะให้กับผู้ป่วยที่ตรวจพบและผ่าตัดมะเร็งไปแล้ว เพื่อสอนภูมิคุ้มกันให้ไล่ล่าเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ ไม่ให้กลับมาก่อตัวใหม่
ความต่างอีกชั้นคือ วัคซีนป้องกันโรคใช้สูตรเดียวกันทั้งประเทศ แต่วัคซีนมะเร็งแบบนี้ต้องผลิตเป็นรายบุคคล คนไข้แต่ละคนจึงได้สูตรไม่เหมือนกันเลย
| ประเด็น | วัคซีนป้องกันโรคทั่วไป | วัคซีนมะเร็งส่วนบุคคล (mRNA-4157/V940) |
|---|---|---|
| เป้าหมาย | ป้องกันการติดเชื้อ/ป่วยหนักจากเชื้อโรค | ลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหลังผ่าตัด |
| สูตรใช้ซ้ำกับคนอื่นได้ไหม | ได้ สูตรเดียวใช้กับคนหมู่มาก | ไม่ได้ ผลิตจากข้อมูลเนื้องอกของผู้ป่วยรายนั้นโดยเฉพาะ |
| ช่วงเวลาที่ให้ | ให้ตอนยังไม่ป่วย | ให้หลังตรวจพบมะเร็งและผ่าตัดออกแล้ว |
| กลไกภูมิคุ้มกัน | สอนให้จดจำโปรตีนของเชื้อโรค | สอนให้จดจำการกลายพันธุ์เฉพาะของเซลล์มะเร็งคนนั้น |
| สถานะการใช้งาน | ใช้จริงแพร่หลาย | อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก ยังไม่อนุมัติใช้ทั่วไป (ณ 20 ส.ค. 2026) |
ทำไมวัคซีนมะเร็งต้องเป็นแบบ “ส่วนบุคคล”
เพราะมะเร็งของแต่ละคนมีลายเซ็นการกลายพันธุ์ไม่เหมือนกัน กระบวนการจึงเริ่มจากการเก็บตัวอย่างเนื้องอกของผู้ป่วยไปวิเคราะห์ แล้วออกแบบ mRNA ให้ตรงกับเป้าหมายเฉพาะของคนนั้น ผลที่ตามมาคือกำลังการผลิตและต้นทุนต่างจากวัคซีนทั่วไปคนละเรื่อง เพราะไม่ใช่การผลิตล็อตใหญ่ล็อตเดียวแจกทุกคน แต่เป็นการผลิตทีละราย ซึ่งเป็นคนละโจทย์กับการกระจายวัคซีนพื้นฐานในระบบสาธารณสุข อย่างกรณีการเพิ่มวัคซีน IPD เข้าสิทธิบัตรทองให้เด็กไทยฉีดฟรีที่ใช้สูตรมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
ผลเฟส 3 บอกอะไร และตัวเลข 49% ที่เห็นในข่าวคือของจริงไหม
ผลเฟส 3 ที่ประกาศเป็นเพียง topline results หรือสรุประดับสูงว่า “ผ่านเป้าหมาย” เท่านั้น ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเปอร์เซ็นต์ใดๆ ส่วนตัวเลข 49% และ 59% ที่หมุนเวียนอยู่ในข่าวและโซเชียล เป็นข้อมูลเฟส 2b ของปี 2022-2023 ที่สื่อหยิบมาอ้างประกอบเพื่อให้เห็นทิศทาง ไม่ใช่ผลของเฟส 3 รอบนี้ จุดนี้คือประเด็นที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด
บริษัทให้เหตุผลว่าจะนำข้อมูลละเอียดไปแสดงในที่ประชุมวิชาการทางการแพทย์และยื่นให้หน่วยงานกำกับดูแลก่อน สื่อหลายสำนักทั้ง CNBC, Bloomberg และ STAT News รวมถึงประกาศทางการร่วมของ Merck และ Moderna ยืนยันตรงกันว่ารอบนี้ไม่มีตัวเลขละเอียด นอกจากนี้ผลดังกล่าวก็ยังไม่ผ่านการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer review) ดังนั้นการอ่านข่าวนี้ควรอ่านในฐานะสัญญาณเชิงบวก ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย
| หัวข้อ | เฟส 2b (KEYNOTE-942) | เฟส 3 (INTerpath-001) |
|---|---|---|
| ช่วงเวลาข้อมูล | ปี 2022-2023 (อ้างอิงติดตามผล 5 ปี) | ประกาศ 19 สิงหาคม 2026 |
| ลดความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำหรือเสียชีวิต | 49% เทียบกับ Keytruda เดี่ยว | บรรลุเป้าหมาย RFS อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เปิดเผยตัวเลข |
| ลดความเสี่ยงลุกลามไปอวัยวะอื่นหรือเสียชีวิต | 59% เทียบกับ Keytruda เดี่ยว | บรรลุเป้าหมาย DMFS แต่ยังไม่เปิดเผยตัวเลข |
| ขนาดการทดลอง | ระดับเฟส 2b | ผู้ป่วยมากกว่า 1,137 ราย |
| สถานะข้อมูล | เผยแพร่แล้วเป็นข้อมูลพื้นหลัง | เป็น topline ยังไม่ตีพิมพ์ผ่าน peer review |
ทำไมต้องใช้คู่กับ Keytruda ไม่ใช้วัคซีนเดี่ยวๆ
แนวคิดคือสองตัวทำงานคนละหน้าที่แล้วเสริมกัน วัคซีนทำหน้าที่ “ชี้เป้า” ให้ภูมิคุ้มกันรู้จักการกลายพันธุ์เฉพาะของเนื้องอกผู้ป่วยรายนั้น ส่วน Keytruda เป็นยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่ขึ้น การทดลอง INTerpath-001 จึงออกแบบให้เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้ทั้งคู่ กับกลุ่มที่ได้ Keytruda อย่างเดียว เพื่อวัดว่าการเพิ่มวัคซีนเข้าไปให้ผลต่างจริงหรือไม่ ซึ่งผลระดับ topline บอกว่าต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนจะต่างมากน้อยแค่ไหนเชิงตัวเลข ต้องรอข้อมูลชุดเต็ม
วัคซีนมะเร็งตัวนี้ใช้กับมะเร็งชนิดไหน และปลอดภัยแค่ไหน
ข้อมูลที่ยืนยันได้ ณ ตอนนี้จำกัดอยู่ที่มะเร็งผิวหนังชนิด melanoma ระยะ IIB-IV ที่ผ่าตัดเอาก้อนออกแล้ว เท่านั้น ส่วนเรื่องความปลอดภัย บริษัทระบุในประกาศว่าไม่พบสัญญาณความปลอดภัยใหม่ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดผลข้างเคียงรายข้อออกมาสู่สาธารณะ จึงยังสรุปแทนแพทย์ไม่ได้ว่าใครเหมาะหรือไม่เหมาะ
สิ่งที่ผู้อ่านไทยควรตั้งหลักไว้มี 3 ข้อ
- ผลที่ประกาศครอบคลุมเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย melanoma ที่ผ่าตัดแล้วและมีความเสี่ยงสูง ไม่ได้แปลว่าใช้ได้กับมะเร็งทุกชนิด
- ข้อมูลความปลอดภัยที่มีตอนนี้คือคำระบุระดับสรุปว่าไม่มีสัญญาณใหม่ ยังต้องรอข้อมูลเต็มจากที่ประชุมวิชาการและหน่วยงานกำกับดูแล
- ทรีตเมนต์นี้ยังอยู่ในขั้นทดลอง ไม่ใช่ทางเลือกที่ผู้ป่วยขอใช้ได้เองในโรงพยาบาลทั่วไป
สำหรับคนที่กังวลเรื่องความเสี่ยงมะเร็งในชีวิตประจำวัน เรื่องที่ทำได้จริงวันนี้ยังเป็นพื้นฐานเดิม คือการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำแพทย์และการดูแลพฤติกรรมการกิน ซึ่งเราเคยเจาะไว้ในบทความปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้กับการกินอาหารแช่แข็ง
วัคซีนมะเร็งโมเดอร์นาจะมาไทยเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่
ตอบตรงๆ ว่า ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายและยังไม่มีราคาทางการ เพราะขั้นตอนตอนนี้เพิ่งอยู่ที่การเตรียมยื่นขออนุมัติกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะยื่นภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า (ข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2026) เนื่องจากทรีตเมนต์นี้ผลิตเฉพาะบุคคลทีละราย ต้นทุนจึงคาดว่าจะต่างจากวัคซีนทั่วไป แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีตัวเลขราคาที่ประกาศอย่างเป็นทางการจากบริษัทหรือหน่วยงานใด
ขั้นตอนกว่าจะถึงมือคนไข้ไทย
เส้นทางมาตรฐานของยาหรือชีววัตถุใหม่จากต่างประเทศ มักผ่านลำดับประมาณนี้
- บริษัทยื่นข้อมูลเฟส 3 ชุดเต็มให้หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศต้นทางพิจารณา
- เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย
- หลังขึ้นทะเบียน โรงพยาบาลหรือผู้แทนจำหน่ายจึงนำเข้าและกำหนดราคาตามระบบของแต่ละแห่ง
- ขั้นสุดท้ายคือการพิจารณาว่าจะบรรจุเข้าสิทธิการรักษาใดหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละขั้นกับการขึ้นทะเบียน
กระบวนการทั้งหมดนี้ตามปกติใช้เวลานาน และการเข้าถึงยารักษามะเร็งราคาสูงในไทยก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ เห็นได้จากกรณียามะเร็งในโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยไทย ดังนั้นใครที่เห็นเพจหรือคลิปอ้างว่ารับจองวัคซีนมะเร็งตัวนี้ หรือบอกว่านำเข้าให้ได้แล้ว ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน เพราะ ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2026 ยังไม่มีการอนุมัติให้ใช้จริงในผู้ป่วยทั่วไปที่ใดก็ตาม
FAQ
วัคซีนมะเร็งโมเดอร์นาคือวัคซีนป้องกันมะเร็งใช่ไหม
ไม่ใช่ มันไม่ใช่วัคซีนป้องกันแบบวัคซีน HPV ที่ฉีดในคนที่ยังไม่เป็นมะเร็ง แต่เป็นวัคซีนเชิงรักษาที่ให้กับผู้ป่วยที่ตรวจพบและผ่าตัดมะเร็งออกไปแล้ว เป้าหมายคือลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือลุกลามไปอวัยวะอื่น
ตัวเลขลดความเสี่ยง 49% เป็นผลของการทดลองเฟส 3 หรือเปล่า
ไม่ใช่ ตัวเลข 49% และ 59% เป็นข้อมูลจากการทดลองเฟส 2b ช่วงปี 2022-2023 ที่สื่อนำมาอ้างประกอบข่าว ส่วนผลเฟส 3 ที่ประกาศเมื่อ 19 สิงหาคม 2026 บอกเพียงว่าบรรลุเป้าหมาย RFS และ DMFS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยบริษัทยังไม่เปิดเผยตัวเลขเปอร์เซ็นต์ใดๆ
ตอนนี้ผู้ป่วยขอใช้วัคซีนนี้ได้แล้วหรือยัง
ยังไม่ได้ ทรีตเมนต์นี้ยังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกและยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในผู้ป่วยทั่วไป บริษัทระบุว่าจะยื่นขออนุมัติกับหน่วยงานกำกับดูแลภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และจะนำผลไปแสดงในที่ประชุมวิชาการก่อน
ใช้กับมะเร็งชนิดไหนได้บ้าง
ข้อมูลที่ประกาศในรอบนี้ครอบคลุมเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิด melanoma ระยะ IIB-IV ที่ผ่าตัดเอาก้อนออกแล้วและมีความเสี่ยงสูง ยังไม่มีการยืนยันผลกับมะเร็งชนิดอื่นในประกาศวันที่ 19 สิงหาคม 2026 จึงยังไม่ควรตีความว่าใช้ได้กับมะเร็งทุกชนิด
คนไทยจะได้ใช้เมื่อไหร่ ราคาประมาณเท่าไหร่
ยังไม่มีกำหนดและยังไม่มีราคาทางการในไทย เพราะต้องรอการอนุมัติในต่างประเทศก่อน แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทย เนื่องจากทรีตเมนต์นี้ผลิตเฉพาะบุคคลทีละราย ต้นทุนจึงคาดว่าจะต่างจากวัคซีนทั่วไป แต่ยังไม่มีตัวเลขราคาที่ประกาศอย่างเป็นทางการจากที่ใด
ผลข้างเคียงเป็นอย่างไร ปลอดภัยไหม
ในประกาศผลเฟส 3 บริษัทระบุว่าไม่พบสัญญาณความปลอดภัยใหม่ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดผลข้างเคียงต่อสาธารณะ และข้อมูลยังไม่ผ่านการตีพิมพ์แบบ peer review ผู้ที่สนใจจึงควรรอข้อมูลชุดเต็มและปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเป็นรายกรณี
