คู่มือบริจาคโลหิตฉบับปี 2569 นี้สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนออกจากบ้านไว้ในหน้าเดียว: ผู้บริจาคโลหิตรวมต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ถึง 70 ปี และน้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป โดยผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 60 ปี, บริจาคได้ทุก 3 เดือน (ปีละไม่เกิน 4 ครั้ง), ก่อนไปต้องนอนไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง กินอาหารมาตามปกติแต่งดของมัน 6 ชั่วโมง และดื่มน้ำ 300–500 ซีซี ก่อนบริจาคราวครึ่งชั่วโมง ส่วนสถานที่มีทั้งศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ หน่วยรับบริจาคประจำที่ 8 แห่งในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล (รวมจุดล่าสุดที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และโรงพยาบาลสาขาทั่วประเทศ
ข้อมูลทั้งหมดในหน้านี้อ้างอิงจากเอกสารของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ทั้งหน้าคุณสมบัติผู้บริจาคโลหิตฉบับปัจจุบันและคู่มือการรับบริจาคโลหิต พ.ศ. 2564 เพราะบนอินเทอร์เน็ตยังมีเกณฑ์เก่าค้างอยู่จำนวนมาก (เช่น “สักต้องเว้น 1 ปี” หรือ “บริจาคครั้งแรกต้องไม่เกิน 55 ปี”) ซึ่งไม่ตรงกับเกณฑ์ที่ใช้จริงแล้ว อย่างไรก็ตามเกณฑ์เหล่านี้มีการปรับปรุงเป็นระยะ และการชี้ขาดสุดท้ายอยู่ที่การคัดกรองของเจ้าหน้าที่ในวันบริจาคเสมอ หากไม่แน่ใจกรณีของตัวเอง ควรโทรถามหน่วยรับบริจาคก่อนเดินทาง
ใครบริจาคโลหิตได้บ้าง
ผู้ที่บริจาคโลหิตรวมได้คือคนอายุ 17 ปีบริบูรณ์ถึง 70 ปี น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป สุขภาพแข็งแรง รู้สึกสบายดี ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ไม่อ่อนเพลียจากการอดนอนหรือมึนเมา และผ่านการตรวจร่างกายเบื้องต้นในวันบริจาค ส่วนคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่างยังบริจาคได้ ถ้าควบคุมอาการได้ดีตามเงื่อนไขที่กำหนด
อายุและน้ำหนักเท่าไหร่ถึงบริจาคได้
เกณฑ์อายุของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติแบ่งเป็นช่วงชัดเจน ผู้ที่อายุ 17 ปีต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองไปแสดงด้วย ผู้ที่มาบริจาคเป็นครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 60 ปี ส่วนช่วงอายุ 60–65 ปีต้องเป็นผู้บริจาคประจำ จึงบริจาคได้ทุก 3 เดือน ทั้งที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยเคลื่อนที่ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ และเมื่ออายุ 65–70 ปี ต้องเป็นผู้บริจาคประจำเช่นกัน บริจาคได้ทุก 6 เดือน และรับเฉพาะที่หน่วยประจำที่เท่านั้น ไม่รับที่หน่วยเคลื่อนที่
ด้านน้ำหนัก การบริจาคโลหิตรวมกำหนดไว้ที่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป ถ้าเป็นการบริจาคเกล็ดเลือดหรือพลาสมาต้องมีน้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนการบริจาคเม็ดเลือดแดงชนิดสองยูนิต (double red cell) กำหนดสูงกว่านั้นคือ ผู้ชายน้ำหนักมากกว่า 59 กิโลกรัม สูงกว่า 155 เซนติเมตร และผู้หญิงน้ำหนักมากกว่า 68 กิโลกรัม สูงกว่า 165 เซนติเมตร
ต้องผ่านการตรวจอะไรบ้างในวันบริจาค
ก่อนเจาะเก็บโลหิต เจ้าหน้าที่จะตรวจร่างกายเบื้องต้นตามเกณฑ์ในคู่มือการรับบริจาคโลหิต ได้แก่ ความดันโลหิตตัวบน 100–160 มิลลิเมตรปรอท ตัวล่างไม่เกิน 100 มิลลิเมตรปรอท อัตราการเต้นของหัวใจ 50–100 ครั้งต่อนาที ชีพจรสม่ำเสมอ และอุณหภูมิร่างกายไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส หากความดันเกินเกณฑ์ เจ้าหน้าที่จะให้นั่งพัก 10–15 นาทีแล้ววัดซ้ำ ครบ 3 รอบยังไม่ผ่านจะให้งดบริจาคในครั้งนั้น ส่วนถ้ามีไข้เกิน 37.5 องศาเซลเซียส ต้องงดอย่างน้อย 7 วัน
อีกด่านที่คนไม่ผ่านบ่อยที่สุดคือความเข้มข้นของโลหิต เกณฑ์ของผู้หญิงคือฮีโมโกลบิน 12.5–16.5 กรัมต่อเดซิลิตร หรือฮีมาโทคริต 37–49% ส่วนผู้ชายคือฮีโมโกลบิน 13.0–18.5 กรัมต่อเดซิลิตร หรือฮีมาโทคริต 39–55% กรณีตรวจด้วยน้ำยาคอปเปอร์ซัลเฟต หยดเลือดต้องจมที่ความถ่วงจำเพาะมากกว่า 1.052 สำหรับผู้หญิง และมากกว่า 1.053 สำหรับผู้ชาย ถ้ารอบนี้ความเข้มข้นไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ให้ดูแลเรื่องอาหารและธาตุเหล็กแล้วกลับมาใหม่ในรอบถัดไป
มีโรคประจำตัวบริจาคโลหิตได้ไหม
หลายโรคที่คนเข้าใจว่าบริจาคไม่ได้ จริง ๆ แล้วบริจาคได้ถ้าคุมอาการได้ตามเงื่อนไข เช่น เบาหวานที่ควบคุมด้วยยากินอย่างเดียว ไม่ได้ฉีดอินซูลิน ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และไม่มีการปรับยาในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา, ความดันโลหิตสูงที่ตัวบนต่ำกว่า 160 ตัวล่างต่ำกว่า 100 และไม่ปรับยาใน 4 สัปดาห์, ไขมันในเลือดสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน, ไทรอยด์ทำงานต่ำที่ไม่ปรับยาใน 8 สัปดาห์, โรคลมชักที่หยุดยากันชักและไม่ชักมาแล้วอย่างน้อย 3 ปีพร้อมใบรับรองแพทย์, วัณโรคที่รักษาครบคอร์สและหายแล้วอย่างน้อย 2 ปีนับจากยาเม็ดสุดท้าย, หอบหืดที่คุมอาการได้ด้วยยากิน (ยกเว้นยาสเตียรอยด์) หรือยาพ่นควบคุมอาการชนิด controller โดยวันบริจาคต้องไม่มีอาการหอบหืด รวมถึงภูมิแพ้ที่วันบริจาคไม่มีอาการกำเริบ
ข้อสำคัญคือห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาเองเพื่อให้ผ่านเกณฑ์เด็ดขาด หากมีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำอยู่ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาและแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้คัดกรองตามจริง เพราะข้อมูลที่ตรงไปตรงมาคือสิ่งที่ทำให้เลือดถุงนั้นปลอดภัยกับผู้ป่วยปลายทาง
ใครบริจาคโลหิตไม่ได้ หรือต้องเว้นระยะกี่วัน
กลุ่มที่ต้องงดบริจาคถาวรคือผู้ที่มีภาวะซึ่งกระทบความปลอดภัยของผู้ป่วยหรือของตัวผู้บริจาคเอง ส่วนกรณีทั่วไปอย่างทำฟัน ผ่าตัด สัก เจาะผิวหนัง ฉีดวัคซีน หรือเพิ่งหายป่วย เป็นเพียงการ “เว้นระยะ” ชั่วคราวเท่านั้น ครบกำหนดแล้วกลับมาบริจาคได้ตามปกติ
กรณีที่ต้องงดบริจาคถาวร
ตามเกณฑ์ปัจจุบัน ผู้ที่ต้องงดบริจาคโลหิตถาวร ได้แก่ ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งทุกชนิดแม้รักษาหายแล้ว, ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (ยกเว้นการปลูกถ่ายกระจกตาซึ่งงดเพียง 1 เดือน), ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, ผู้เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีแม้ผลตรวจครั้งล่าสุดจะไม่พบ, ผู้ที่เป็นตับอักเสบหลังอายุ 11 ปี, ผู้ที่เคยใช้ยาเสพติดชนิดฉีดทุกชนิดแม้เลิกแล้ว, ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง, ผู้ที่เคยใช้ยาป้องกันก่อนหรือหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PrEP/PEP) ซึ่งมีข้อยกเว้นเฉพาะกรณีบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรับประทานยาเพราะอุบัติเหตุจากการทำงาน กรณีนี้ให้งด 1 ปีเพื่อติดตามผลตรวจให้ครบกำหนด ถ้าผลเป็นลบก็บริจาคได้, ผู้มีภาวะเลือดออกผิดปกติเช่นฮีโมฟีเลียหรือเกล็ดเลือดต่ำ, ผู้ป่วยโรคหัวใจทุกชนิดแม้รักษาหายแล้ว (ยกเว้นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดที่ผ่าตัดรักษาแล้วและไม่มีอาการผิดปกติ ซึ่งบริจาคได้โดยต้องมีใบรับรองแพทย์มายืนยัน), ผู้ที่เคยเป็นมาลาเรียมากกว่า 1 ครั้ง และผู้ที่ทำงานประจำในพื้นที่ที่มีมาลาเรียชุกชุม
สัก เจาะหู ถอนฟัน ฉีดวัคซีน ต้องเว้นกี่วัน
กรณีเหล่านี้เป็นคำถามที่คนค้นมากที่สุด และเป็นจุดที่ข้อมูลเก่ากับใหม่ปนกันเยอะที่สุดด้วย เกณฑ์ปัจจุบันคือ การสัก ลบรอยสัก เจาะหู เจาะผิวหนัง และฝังเข็มที่ทำนอกโรงพยาบาล ต้องเว้น 4 เดือน ไม่ใช่ 1 ปีอย่างที่หลายเว็บยังเขียนไว้ ตารางด้านล่างสรุประยะเวลาที่ต้องเว้นในกรณีที่พบบ่อย
| กรณี | ระยะเวลาที่ต้องเว้น | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| อุดฟัน / ขูดหินปูน | 3 วัน | นับจากวันที่ทำหัตถการ |
| ถอนฟัน / รักษารากฟัน | 7 วัน | แผลในช่องปากต้องหายดี |
| ผ่าตัดเล็ก (ยาชาเฉพาะที่) | 7 วัน | หรือจนแผลหายสนิท |
| ผ่าตัดใหญ่ (ผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบ) | 6 เดือน | ต้องแผลหายสนิทด้วย เช่น ผ่าตัดกระดูกสันหลัง รวมถึงผ่าตัดส่องกล้อง |
| ผ่าตัดใหญ่ที่ได้รับเลือดร่วมด้วย | 1 ปี | เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับโลหิตหรือส่วนประกอบโลหิต |
| สัก ลบรอยสัก เจาะหู เจาะผิวหนัง ฝังเข็ม (นอกโรงพยาบาล) | 4 เดือน | ถ้าทำในโรงพยาบาลด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ บริจาคได้เมื่อแผลหาย แต่ถ้าไม่ได้ตรวจไวรัสตับอักเสบซีด้วยวิธี NAT ให้เว้น 1 ปี |
| ขูดมดลูก (ไม่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์) | 1 เดือน (ไม่ดมยา) / 6 เดือน (ดมยาสลบ) | — |
| คลอดบุตร ผ่าคลอด หรือแท้งบุตร | 6 เดือน | ระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตรงดบริจาคจนบุตรหย่านม |
| วัคซีนพิษสุนัขบ้า บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ ตับอักเสบเอ ปอดอักเสบ HPV | 24 ชั่วโมง | ต้องไม่มีอาการข้างเคียง |
| วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี | 21 วัน | — |
| วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน อีสุกอีใส งูสวัด | 4 สัปดาห์ | กลุ่มวัคซีนเชื้อเป็น |
| วัคซีนโควิด-19 | 7 วัน | ถ้ามีอาการข้างเคียงให้เว้น 7–14 วัน |
| ติดเชื้อโควิด-19 | 14 วัน | นับจากหายและไม่มีอาการหลงเหลือ กรณีไม่มีอาการเลยเว้น 10 วันนับจากวันตรวจพบ |
| ยาปฏิชีวนะ | 7 วัน (ยาฉีด 10 วัน) | นับจากยามื้อสุดท้าย |
| หายจากไข้หวัดใหญ่ / ไข้เลือดออก | 1 เดือน | ชิคุนกุนยาเว้น 6 เดือนและต้องไม่ปวดข้อแล้ว ไข้ซิกาเว้น 6 เดือน |
| ท้องเสีย ท้องร่วง | 7 วัน | นับจากวันที่ไม่มีอาการ และบวกอีก 7 วันถ้ากินยาฆ่าเชื้อ |
| เคยป่วยมาลาเรีย / เข้าพื้นที่มาลาเรียชุกชุม | 3 ปี / 1 ปี | ป่วยมากกว่า 1 ครั้งงดถาวร |
| เปลี่ยนคู่ใหม่ มีคู่ซ้อน หรือคู่มีพฤติกรรมเสี่ยง | 12 เดือน | เกณฑ์ปัจจุบันของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ใช้ร่วมกับการตรวจแบบ individual NAT |
| กัญชา กัญชง กระท่อม | 7 วัน (ใช้ประจำ) / 24 ชั่วโมง (ใช้ครั้งคราว) | ใช้ประจำหมายถึงตั้งแต่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป |
| ได้รับเซรุ่ม (อิมมูโนโกลบูลิน) / ถูกเข็มเปื้อนเลือดตำ | 1 ปี | คนในครอบครัวเป็นตับอักเสบก็เว้น 1 ปีเช่นกัน |
ส่วนยาแอสไพรินและยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ไม่ได้ห้ามบริจาคโลหิตรวม เพียงแต่เลือดถุงนั้นจะไม่ถูกนำไปผลิตเป็นเกล็ดเลือด ใครตั้งใจไปบริจาคเกล็ดเลือดโดยเฉพาะต้องหยุดยากลุ่มนี้อย่างน้อย 2 วัน (48 ชั่วโมง) และหยุดขมิ้นชัน น้ำมันปลา หรือไบโอติน 72 ชั่วโมงก่อนบริจาค นอกจากนี้ผู้ที่มีน้ำหนักลดผิดปกติ มีไข้ หรือต่อมน้ำเหลืองโตโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้งดบริจาคจนกว่าจะหาสาเหตุได้
เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิตยังไง และวันจริงมีขั้นตอนอะไรบ้าง
หัวใจของการเตรียมตัวมีสี่อย่างคือ นอนให้พอ กินอาหารมาตามปกติแต่เลี่ยงของมัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และงดแอลกอฮอล์ ที่ต้องย้ำเป็นพิเศษคือ ห้ามงดอาหารก่อนมาบริจาคโลหิต เพราะการมาแบบท้องว่างคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอาการหน้ามืดระหว่างและหลังบริจาค
เช็กลิสต์ก่อนออกจากบ้าน
- นอนหลับสนิทและพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมงในคืนก่อนบริจาค
- รับประทานอาหารประจำมื้อมาตามปกติ คู่มือของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติระบุชัดว่า “ไม่ได้หมายถึงให้งดอาหารก่อนมาบริจาคโลหิต”
- งดอาหารไขมันสูง 6 ชั่วโมง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ แกงกะทิ ขนมหวาน นมข้นหวาน ครีมเทียม เพราะทำให้พลาสมาขาวขุ่นจนนำไปใช้ไม่ได้
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงทั้งก่อนและหลังบริจาค ผู้ที่ดื่มประจำควรงด 7 วัน
- งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังบริจาคอย่างละ 1 ชั่วโมง
- ดื่มน้ำก่อนบริจาคประมาณ 30 นาที ปริมาณ 300–500 ซีซี
- ใส่เสื้อที่ดึงแขนขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว
- พกบัตรประชาชนไปด้วย เพราะใบสมัครผู้บริจาคโลหิตต้องกรอกเลขประจำตัวประชาชน และเจ้าหน้าที่ต้องยืนยันตัวตนผู้บริจาคทุกครั้ง ส่วนผู้ที่อายุ 17 ปีต้องนำหนังสือยินยอมของผู้ปกครองไปด้วย
ขั้นตอนในวันบริจาค
- กรอกใบสมัครผู้บริจาคโลหิตและวัดความดันโลหิต
- ลงทะเบียนเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยรับบริจาค
- ตรวจความเข้มข้นของโลหิตและคัดกรองสุขภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งรวมถึงการตอบแบบสอบถามสุขภาพ 37 ข้อและการสัมภาษณ์
- บริจาคโลหิต โดยเจาะเก็บปริมาณ 350–450 ซีซี ผู้ที่น้ำหนัก 45–50 กิโลกรัมใช้ถุง 350 มิลลิลิตร ผู้ที่น้ำหนักมากกว่า 50 กิโลกรัมใช้ถุง 450 มิลลิลิตร พร้อมเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอีกไม่เกิน 30 มิลลิลิตร ขั้นตอนเจาะเก็บต้องใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที
- นอนพักบนเตียงประมาณ 5 นาที เมื่อไม่มีอาการผิดปกติจึงลุกไปนั่งพักต่ออีก 10–15 นาที พร้อมดื่มเครื่องดื่มและรับประทานอาหารว่างที่เจ้าหน้าที่จัดไว้
- วัดความดันโลหิตซ้ำหลังบริจาค หากความดันตัวบนลดลงเกิน 20 มิลลิเมตรปรอท หรือตัวล่างลดลงเกิน 10 มิลลิเมตรปรอท เจ้าหน้าที่จะให้นั่งพักดื่มน้ำอีก 10 นาทีแล้ววัดใหม่
หลังบริจาคต้องดูแลตัวเองยังไง
หลังออกจากจุดบริจาค ให้ดื่มน้ำมากกว่าปกติภายใน 24 ชั่วโมง โดยคู่มือแนะนำให้เพิ่มอย่างน้อย 1 ลิตรภายใน 1 วัน กินยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ดหลังอาหารจนหมด เพราะการบริจาคโลหิตรวมหนึ่งครั้งทำให้สูญเสียธาตุเหล็กราว 200–250 มิลลิกรัม งดออกกำลังกายที่ทำให้เสียเหงื่อและหลีกเลี่ยงการใช้แขนข้างที่บริจาคเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เลี่ยงการขึ้นลงที่สูงเร็ว ๆ ที่แออัด และอากาศร้อนอบอ้าว
คนที่ทำงานเกี่ยวกับความเร็ว ความสูง ความลึก หรือเครื่องจักรกล ควรงดปฏิบัติงาน 1 วัน ส่วนนักบินและลูกเรือต้องหยุดปฏิบัติงานอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และอย่างน้อย 72 ชั่วโมงหากบริจาคเม็ดเลือดแดงชนิดสองยูนิต หากรู้สึกเวียนศีรษะหรือจะเป็นลม ให้รีบนั่งลงแล้วโน้มศีรษะชิดเข่าหรือนอนราบทันที ห้ามฝืนเดินต่อ แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ ความรู้ปฐมพยาบาลพื้นฐาน ตั้งแต่การจัดท่านอนราบยกเท้าสูงไปจนถึงวิธีทำ CPR ที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ช่วยให้รับมือกับอาการวูบของตัวเองหรือคนรอบตัวได้ทันท่วงที
บริจาคโลหิตได้ทุกกี่เดือน ปีละกี่ครั้ง
การบริจาคโลหิตรวมทำได้ทุก 3 เดือน หรือปีละไม่เกิน 4 ครั้ง สำหรับผู้บริจาคอายุ 17–65 ปี ส่วนผู้บริจาคประจำที่อายุ 65–70 ปี บริจาคได้ทุก 6 เดือน ระยะห่างนี้คือเวลาที่ร่างกายใช้สร้างเม็ดเลือดแดงและเติมธาตุเหล็กกลับคืน จึงไม่ควรบริจาคถี่กว่ากำหนดแม้จะรู้สึกสบายดี
พลาสมาและเกล็ดเลือดบริจาคถี่กว่านี้ได้ไหม
ได้ เพราะการบริจาคส่วนประกอบโลหิตใช้เครื่องแยกเฉพาะส่วนที่ต้องการแล้วคืนส่วนที่เหลือกลับสู่ร่างกาย ความถี่จึงต่างจากการบริจาคโลหิตรวม ดังนี้
พลาสมา (plasmapheresis) บริจาคได้ทุก 14 วัน สูงสุด 24 ครั้งต่อปี ใช้เวลาราว 45–60 นาทีต่อครั้ง ได้พลาสมาประมาณ 500 มิลลิลิตร ส่วนเกล็ดเลือด (plateletpheresis) คู่มือระบุความถี่ไว้ที่ 12–24 ครั้งต่อปี ใช้เวลา 1–2 ชั่วโมง ได้ประมาณ 300 มิลลิลิตร ซึ่งเทียบเท่าเกล็ดเลือดที่ปั่นแยกจากโลหิตรวมถึง 6–8 ถุง (ข้อมูลบนหน้าเว็บบางหน้าระบุว่าบริจาคได้ทุกเดือน จุดนี้ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ยืนยันก่อนนัดหมาย) ขณะที่การบริจาคเม็ดเลือดแดงสองยูนิตทำได้ทุก 4 เดือนสำหรับผู้ชาย และทุก 6 เดือนสำหรับผู้หญิง
ผู้ที่จะบริจาคส่วนประกอบโลหิตต้องเป็นผู้บริจาคโลหิตรวมประจำ อายุไม่เกิน 60 ปี สำหรับการบริจาคเกล็ดเลือดครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 50 ปี เคยบริจาคโลหิตรวมที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติอย่างน้อย 1 ครั้งภายใน 1 ปี มีเกล็ดเลือดก่อนบริจาคไม่ต่ำกว่า 150,000 ต่อไมโครลิตร และหลังบริจาคต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 ต่อไมโครลิตร (ตัวเลข 150,000 เป็นเกณฑ์บนหน้าเว็บทางการ ขณะที่คู่มือการรับบริจาคโลหิต พ.ศ. 2564 ระบุไว้ที่มากกว่า 200,000 ต่อไมโครลิตร จุดนี้ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ยืนยันก่อนนัดหมายเช่นกัน) และปัจจุบันรับบริจาคเกล็ดเลือดเฉพาะเพศชาย
บริจาคโลหิตที่ไหนได้บ้าง
จุดรับบริจาคหลักคือศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ซึ่งเปิดรับบริจาคโลหิตรวมวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 07.30–19.30 น. และวันเสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30–15.30 น. (ปิดทำการเฉพาะวันที่ 1 มกราคมของทุกปี) นอกจากนี้ยังมีหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่อีก 8 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งในต่างจังหวัด โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ และหน่วยเคลื่อนที่ที่หมุนเวียนไปตามสถานที่ต่าง ๆ ทุกสัปดาห์
หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
หน่วยประจำที่เหมาะกับคนที่อยากแวะบริจาคช่วงเย็นหรือวันหยุด เพราะเปิดทุกวันและอยู่ในย่านที่เดินทางสะดวก
- ศูนย์รับบริจาคโลหิตและพลาสมา สถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม (บางแค) จันทร์–ศุกร์ 08.30–19.30 น. เสาร์–อาทิตย์ 08.30–15.30 น. โทร 0 2487 1221
- บ้านทรงไทย ย่านวงศ์สว่าง ทุกวัน 09.00–15.00 น. (พัก 12.30–13.00 น.) โทร 081 247 9554
- เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ชั้น 3 ทุกวัน 12.00–18.00 น. โทร 081 247 9557
- เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ชั้น 2 ทางออกลานจอดรถ 2A ทุกวัน 12.00–18.00 น. โทร 0 2310 2278
- เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ชั้น 5 โซนศูนย์ราชการ ทุกวัน 12.00–18.00 น. โทร 081 247 9551
- เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ ชั้น 1 ติดลานจอดรถ ทุกวัน 12.00–18.00 น. โทร 081 247 9553
- ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ชั้น M เชื่อมลานจอดรถอาคาร B ทุกวัน 12.00–18.00 น. โทร 081 247 9552
- ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ชั้น 1 ฝั่งอีสต์ สเปลล์ ติดกับลานไอซ์สเก็ต ICE NAKA ทุกวัน 12.00–18.00 น. โทร 081 247 4001
ห้องรับบริจาคโลหิตที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เปิดแล้วจริงไหม
เปิดแล้วจริง และเป็นหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่แห่งล่าสุด (แห่งที่ 8) ในเขตกรุงเทพฯ–ปริมณฑล ตามที่ปรากฏในหน้าสถานที่รับบริจาคของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ตั้งอยู่ชั้น 1 ฝั่งอีสต์ สเปลล์ ติดกับลานไอซ์สเก็ต ICE NAKA เปิดทุกวันเวลา 12.00–18.00 น. โทร 081 247 4001
ข้อควรทราบคือหน่วยนี้ไม่ใช่จุดรับบริจาคในศูนย์การค้าแห่งแรกของสภากาชาดไทย เพราะมีหน่วยประจำที่ในศูนย์การค้ามาก่อนแล้วอย่างน้อย 5 แห่ง (เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ 4 สาขา และดิ เอ็มโพเรียม) และสำหรับการจองคิว ระบบนัดหมายออนไลน์ที่ bdbooking.redcross.or.th ระบุว่าใช้ได้เฉพาะผู้บริจาคโลหิตรวมที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ และสถานีกาชาดที่ 11 เท่านั้น หน่วยประจำที่อื่นรวมถึงฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จึงเป็นแบบ walk-in ไม่ต้องจองล่วงหน้า แต่แนะนำให้โทรเช็กเวลาทำการก่อนเดินทางทุกครั้ง
ต่างจังหวัดบริจาคที่ไหน
ต่างจังหวัดมีภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ได้แก่ ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต รวมถึงงานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ ส่วนในกรุงเทพฯ ยังมีโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติอีก 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลสิรินธร กรุงเทพฯ, โรงพยาบาลตำรวจ, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ, โรงพยาบาลราชวิถี, สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า, โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติกระจายอยู่ทั่วประเทศ และสามารถดูตารางหน่วยเคลื่อนที่รายสัปดาห์ได้จากเว็บไซต์ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
เลือดที่บริจาคเอาไปใช้ทำอะไร และมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
เลือดที่บริจาคจะไม่ได้ถูกนำไปให้ผู้ป่วยทั้งถุง แต่ถูกปั่นแยกออกเป็นส่วนประกอบเพื่อให้ผู้ป่วยแต่ละรายได้รับเฉพาะส่วนที่ขาด ทำให้โลหิตที่บริจาค 1 ถุงถูกใช้ช่วยผู้ป่วยได้มากกว่าหนึ่งราย และปัจจุบันยังไม่มีสิ่งใดสังเคราะห์ขึ้นมาทดแทนโลหิตมนุษย์ได้ การบริจาคอย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นตลอดทั้งปี
เลือดหนึ่งถุงแยกเป็นอะไรได้บ้าง
เม็ดเลือดแดงใช้กับผู้ป่วยธาลัสซีเมียและโลหิตจาง ผู้ป่วยไขกระดูกฝ่อ ผู้เสียเลือดจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด การผ่าตัดหัวใจ และภาวะตกเลือดหลังคลอด โดยเก็บที่อุณหภูมิ 1–6 องศาเซลเซียส เกล็ดเลือดใช้กับผู้ป่วยเกล็ดเลือดต่ำ ไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคตับ และการผ่าตัดใหญ่ ต้องเก็บที่ 20–24 องศาเซลเซียสและเขย่าตลอดเวลา ส่วนพลาสมาใช้ทดแทนโปรตีนที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด ใช้กับผู้ป่วยที่ช็อกจากการเสียน้ำหรือเสียเลือดมาก และยังนำไปผลิตยาชีววัตถุอย่างอิมมูโนโกลบูลิน อัลบูมิน แฟกเตอร์ VIII เซรุ่มไวรัสตับอักเสบบี และเซรุ่มพิษสุนัขบ้า โดยพลาสมาสำหรับการให้ผู้ป่วยเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส มีอายุการเก็บ 1 ปี ขณะที่เม็ดเลือดขาวต้องใช้ภายใน 24 ชั่วโมง
ข้อมูลที่เผยแพร่ตามสื่อระบุว่าเม็ดเลือดแดงเก็บได้ราว 35–42 วัน และเกล็ดเลือดเก็บได้เพียงประมาณ 5 วัน (ตัวเลขสองชุดนี้ยังไม่พบระบุตรงบนหน้าเว็บของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ) นั่นคือเหตุผลที่คลังเลือดต้องการผู้บริจาคใหม่ทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่มีการร้องขอ สอดคล้องกับแคมเปญ “Give Blood Now – ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ตลอดปี 2569 ที่ย้ำว่าอย่ารอให้มีการร้องขอก่อนจึงมาบริจาค โดยผู้ที่บริจาคครบ 3 ครั้งในปี 2569 หรือผู้บริจาคอายุมากกว่า 65 ปีที่บริจาคครบ 2 ครั้ง จะได้รับเสื้อยืดที่ระลึกของแคมเปญ
ผลข้างเคียงหลังบริจาคโลหิตมีอะไรบ้าง
คู่มือการรับบริจาคโลหิตยืนยันว่าการบริจาคโลหิตเป็นกระบวนการที่ปลอดภัยและไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริจาค แต่มีอาการข้างเคียงที่พบได้สองอย่างหลัก อย่างแรกคืออาการหน้ามืดเป็นลม (vasovagal syncope) ซึ่งพบบ่อยในผู้บริจาคครั้งแรก ผู้ที่อายุน้อย เตรียมตัวมาไม่ดี น้ำหนักตัวน้อย หรือมีความดันต่ำเป็นทุนเดิม และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย การปฐมพยาบาลคือให้นอนราบศีรษะต่ำเท้าสูง ถ้าหมดสติหรือชักเกร็งให้นอนตะแคงเพื่อกันสำลัก เช็ดหน้า คอ และแขนด้วยผ้าเย็น แล้วให้ดื่มน้ำ 1–2 แก้ว ซึ่งน้ำเปล่าก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำหวาน วิธีป้องกันที่ได้ผลคือการเกร็งกล้ามเนื้อสลับไปมาระหว่างบริจาค เช่น ไขว้เท้าสลับซ้ายขวา
อย่างที่สองคือรอยเขียวช้ำบริเวณที่เจาะ ซึ่งมักหายเองภายใน 1–2 สัปดาห์ ป้องกันได้ด้วยการกดห้ามเลือดอย่างน้อย 5 นาที เหยียดแขนยกสูง ไม่พับแขน และไม่ใช้แขนข้างนั้นหนักในวันแรก หากเกิดรอยช้ำแล้วให้ประคบเย็นในวันแรกและประคบอุ่นในวันถัดไป กรณีมีอาการรุนแรงอย่างชักเกร็ง หมดสติ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังปฐมพยาบาลนานเกิน 1 ชั่วโมง ต้องส่งพบแพทย์ทันที ซึ่งเป็นคนละกรณีกับภาวะฉุกเฉินวิกฤตที่เข้าเกณฑ์สิทธิ UCEP 6 อาการวิกฤตที่รักษาฟรีทุกโรงพยาบาล
บริจาคแล้วได้สิทธิอะไรบ้าง
ผู้บริจาคจะได้รับเข็มที่ระลึกเมื่อบริจาคครั้งที่ 1, 7, 16, 24, 36, 48, 60, 72, 84, 96 และ 108 และได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณซึ่งเป็นเหรียญพระราชทาน ชั้นที่ 3 เมื่อครบ 50 ครั้ง ชั้นที่ 2 เมื่อครบ 75 ครั้ง และชั้นที่ 1 เมื่อครบ 100 ครั้ง ส่วนพระภิกษุจะได้รับถวายพัดกาชาดแทนตามเกณฑ์จำนวนครั้งเดียวกัน
สำหรับสิทธิลดหย่อนค่ารักษาพยาบาลที่มักถูกแชร์ผิด ๆ ข้อเท็จจริงคือใช้ได้เฉพาะกรณีเป็นผู้ป่วยในเท่านั้น และต้องใช้สิทธิพื้นฐานอย่างบัตรทอง สิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคมก่อน ส่วนที่เหลือจึงใช้สิทธินี้ได้ ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริจาคตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไปได้รับการช่วยเหลือค่าห้องและค่าอาหารพิเศษส่วนที่เกินสิทธิโดยเรียกเก็บ 50% และผู้บริจาคตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไปได้รับการช่วยเหลือค่าห้องและค่าอาหารพิเศษโดยเรียกเก็บ 50% ตามอัตราที่กำหนด ส่วนโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทย คือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ผู้บริจาคตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไปได้ลดหย่อน 50% กรณีอยู่ห้องพิเศษ ผ่าตัด หรือผ่าตัดคลอด และผู้บริจาคตั้งแต่ 24 ครั้งขึ้นไปได้ลดหย่อน 50% ในกรณีเดียวกันพร้อมได้รับการยกเว้นค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญ สิทธินี้เป็นสิทธิเฉพาะตัว โอนให้ผู้อื่นไม่ได้ และต้องขอหนังสือรับรองเป็นครั้ง ๆ ไปโดยนำบัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิตไปติดต่อที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ เหล่ากาชาดจังหวัด หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มีประจำเดือนบริจาคโลหิตได้ไหม
การมีประจำเดือนไม่ได้ถูกระบุเป็นข้อห้ามในเกณฑ์คุณสมบัติผู้บริจาคฉบับปัจจุบัน และไม่ปรากฏในแบบสอบถามสุขภาพ 37 ข้อของคู่มือการรับบริจาคโลหิต สิ่งที่ต้องผ่านคือเกณฑ์ความเข้มข้นของโลหิตและต้องรู้สึกสบายดี ดังนั้นถ้าประจำเดือนมามากจนอ่อนเพลียหรือความเข้มข้นของโลหิตไม่ถึงเกณฑ์ เจ้าหน้าที่อาจให้เลื่อนไปรอบหน้า
ต้องอดอาหารก่อนบริจาคโลหิตหรือไม่
ไม่ต้อง และไม่ควรอดด้วย คู่มือของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติระบุชัดว่าการเตรียมตัวไม่ได้หมายถึงให้งดอาหารก่อนมาบริจาคโลหิต ผู้บริจาคควรรับประทานอาหารประจำมื้อมาตามปกติ เพียงแต่งดอาหารที่มีไขมันสูงก่อนบริจาค 6 ชั่วโมง เพราะไขมันทำให้พลาสมาขาวขุ่นจนนำไปใช้กับผู้ป่วยไม่ได้
อายุเกิน 60 ปีแล้วยังบริจาคโลหิตได้ไหม
ได้ ถ้าเป็นผู้บริจาคประจำ ผู้ที่อายุ 60–65 ปีบริจาคได้ทุก 3 เดือน และผู้ที่อายุ 65–70 ปีบริจาคได้ทุก 6 เดือนโดยรับเฉพาะที่หน่วยประจำที่ ไม่รับที่หน่วยเคลื่อนที่ ข้อจำกัดเรื่องอายุไม่เกิน 60 ปีใช้กับผู้ที่มาบริจาคเป็นครั้งแรกเท่านั้น
กินยาปฏิชีวนะอยู่บริจาคโลหิตได้ไหม
ไม่ได้ ต้องเว้น 7 วันนับจากยามื้อสุดท้าย หรือ 10 วันถ้าเป็นยาฉีด เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะแปลว่ายังมีการติดเชื้ออยู่ ส่วนแอสไพรินและยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ไม่ห้ามบริจาคโลหิตรวม แต่เลือดถุงนั้นจะไม่ถูกนำไปผลิตเป็นเกล็ดเลือด และถ้าตั้งใจจะบริจาคเกล็ดเลือดต้องหยุดยากลุ่มนี้อย่างน้อย 2 วัน ทั้งนี้ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
บริจาคโลหิตกี่ครั้งถึงได้สิทธิลดหย่อนค่ารักษาพยาบาล
ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริจาค 1 ครั้งขึ้นไปและ 18 ครั้งขึ้นไปได้รับการช่วยเหลือค่าห้องและค่าอาหารพิเศษโดยเรียกเก็บ 50% ตามหลักเกณฑ์ ส่วนโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทยคือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ผู้บริจาค 7 ครั้งขึ้นไปลดหย่อน 50% กรณีห้องพิเศษหรือผ่าตัด และ 24 ครั้งขึ้นไปได้เพิ่มการยกเว้นค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญ ข้อความที่แชร์กันว่าบริจาค 24 ครั้งแล้วรักษาฟรีทุกโรงพยาบาลไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ทางการ และสิทธินี้ใช้ได้เฉพาะกรณีผู้ป่วยในเท่านั้น
ไปบริจาคที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ต้องจองคิวล่วงหน้าไหม
ไม่ต้องจอง เพราะระบบนัดหมายออนไลน์ bdbooking.redcross.or.th ระบุว่าใช้ได้เฉพาะผู้บริจาคโลหิตรวมที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ และสถานีกาชาดที่ 11 หน่วยประจำที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ชั้น 1 ฝั่งอีสต์ สเปลล์ จึงเป็นแบบเดินเข้าไปบริจาคได้เลยในเวลา 12.00–18.00 น. ทุกวัน แต่ควรโทรเช็กที่ 081 247 4001 ก่อนเดินทาง เพราะเวลาทำการอาจเปลี่ยนแปลงได้
สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสมบัติรอบนี้ยังไม่ผ่าน ไม่ว่าจะเพราะความเข้มข้นของโลหิตไม่ถึงเกณฑ์ เพิ่งทำหัตถการ หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องงด นั่นไม่ใช่ความผิดของใคร การคัดกรองมีไว้เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้บริจาคและผู้ป่วย และยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยได้ เช่น ชวนคนรอบตัวไปบริจาค หรือช่วยกระจายข้อมูลที่ถูกต้องแทนข้อมูลเก่าที่ยังค้างอยู่บนอินเทอร์เน็ต
