อินโฟกราฟิกสรุปดัชนีดาวโจนส์ (DJIA): ฉากห้องค้าหุ้นวอลล์สตรีทพร้อมจอกราฟดัชนี ตารางเทียบดาวโจนส์ S&P 500 และ Nasdaq จุดเด่นวิธีคำนวณแบบ price-weighted ตัวเลขปิดนิวไฮ 54,349 จุด (5 ส.ค. 2026) และเวลาเปิดตลาดสหรัฐตามเวลาไทย

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average หรือ DJIA) คือดัชนีหุ้นที่คำนวณจากราคาหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำ 30 แห่งของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นที่เก่าแก่ที่สุดของโลก เริ่มคำนวณครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 1896 และยังเป็นตัวเลขที่คนทั้งโลกใช้จับชีพจรตลาดหุ้นสหรัฐมาจนถึงทุกวันนี้ ล่าสุด ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2026 ดาวโจนส์ปิดที่ 54,349.06 จุด ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ท่ามกลางกระแสหุ้นเทคโนโลยีและ AI ที่ร้อนแรง

บทความนี้จะพาไปรู้จักดาวโจนส์แบบครบวงจร ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา วิธีคำนวณแบบ price-weighted ที่ไม่เหมือนดัชนีอื่น รายชื่อหุ้นในดัชนี ความต่างจาก Nasdaq และ S&P 500 ไปจนถึงคำถามสำคัญของคนไทยว่าดาวโจนส์ขึ้น-ลงแล้วกระทบหุ้นไทย กองทุน และ DR อย่างไร รวมทั้งช่องทางดูดัชนีแบบเรียลไทม์ฟรี โดยเป็นบทความให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

ดัชนีดาวโจนส์ (DJIA) คืออะไร?

ดัชนีดาวโจนส์คือดัชนีเฉลี่ยราคาหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ 30 แห่งของสหรัฐ คิดค้นโดย Charles Dow ผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และคำนวณครั้งแรกเมื่อ 26 พฤษภาคม 1896 ปัจจุบันดูแลโดย S&P Dow Jones Indices ซึ่งมีคณะกรรมการคัดเลือกหุ้น 5 คน (จาก S&P DJI 3 คน และ The Wall Street Journal 2 คน)

ตอนเริ่มต้นในปี 1896 ดัชนีนี้ประกอบด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเพียง 12 ตัว และมีค่าเริ่มต้นเพียง 40.94 จุด ก่อนขยายเป็น 20 ตัวในปี 1916 และเป็น 30 ตัวในปี 1928 ซึ่งเป็นจำนวนที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน แม้ชื่อจะมีคำว่า “อุตสาหกรรม” ติดมาตามยุคก่อตั้ง แต่หุ้นในดัชนีทุกวันนี้ครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ ทั้งเทคโนโลยี การเงิน สุขภาพ ค้าปลีก และสินค้าผู้บริโภค เมื่อสื่อทั่วโลกรายงานว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐขึ้นหรือลง” ตัวเลขแรกที่มักถูกยกมาก็คือดาวโจนส์นี่เอง

ดาวโจนส์คำนวณยังไง มีหุ้นอะไรบ้าง?

วิธีคำนวณของดาวโจนส์ตรงไปตรงมา คือนำราคาหุ้นทั้ง 30 ตัวมาบวกกัน แล้วหารด้วยตัวหารพิเศษที่เรียกว่า Dow Divisor ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 0.168 ผลคือราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งขยับ 1 ดอลลาร์ จะดันดัชนีขยับประมาณ 5.94 จุด วิธีนี้เรียกว่าการถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น หรือ price-weighted ซึ่งทำให้หุ้นที่ราคาต่อหุ้นแพงมีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่า โดยไม่เกี่ยวกับขนาดบริษัท

Price-weighted คืออะไร ทำไมหุ้นราคาแพงถึงมีน้ำหนักมาก?

Price-weighted คือการให้น้ำหนักตาม “ราคาต่อหุ้น” ล้วนๆ หุ้นราคา 600 ดอลลาร์จึงมีผลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นราคา 200 ดอลลาร์ถึง 3 เท่า แม้บริษัทหลังจะมีมูลค่าตลาดใหญ่กว่าก็ตาม ตัวอย่างชัดๆ คือ ณ เดือนมิถุนายน 2026 หุ้นที่มีน้ำหนักสูงสุดในดาวโจนส์คือ Goldman Sachs เพราะราคาต่อหุ้นแพงที่สุด ตามด้วย UnitedHealth และ Caterpillar ทั้งที่ไม่ใช่บริษัทมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดในดัชนี จุดนี้ต่างจาก S&P 500 และ Nasdaq ที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (market cap) และเป็นเหตุผลที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า S&P 500 สะท้อนภาพตลาดโดยรวมได้กว้างกว่า

เกร็ดประวัติคือในปี 1896 ดัชนีใช้วิธีหารด้วยจำนวนหุ้นตรงๆ ก่อนเปลี่ยนมาใช้ Dow Divisor ในปี 1928 เพื่อชดเชยผลจากการแตกพาร์และการเปลี่ยนตัวหุ้น ไม่ให้ดัชนีกระโดดผิดเพี้ยนจากเหตุการณ์ทางเทคนิคเหล่านี้

หุ้น 30 ตัวในดาวโจนส์มีอะไรบ้าง (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2026)?

รายชื่อหุ้นในดาวโจนส์ครอบคลุมบริษัทที่คนไทยคุ้นชื่อจำนวนมาก เช่น กลุ่มเทคโนโลยี Apple, Microsoft, Nvidia, Alphabet, Cisco, Salesforce, Amazon กลุ่มการเงิน JPMorgan, Goldman Sachs, Visa, American Express, Travelers กลุ่มสุขภาพ UnitedHealth, Johnson & Johnson, Amgen, Merck กลุ่มอุตสาหกรรม-พลังงาน Boeing, Caterpillar, 3M, Honeywell, Sherwin-Williams, Chevron และกลุ่มผู้บริโภค Home Depot, McDonald’s, Nike, Walmart, Coca-Cola, Disney

รายชื่อนี้ไม่ตายตัว คณะกรรมการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม การเปลี่ยนตัวรอบล่าสุดได้แก่ Amazon เข้าแทน Walgreens (26 กุมภาพันธ์ 2024), Nvidia เข้าแทน Intel พร้อมกับ Sherwin-Williams เข้าแทน Dow Inc. (8 พฤศจิกายน 2024) และล่าสุด Alphabet บริษัทแม่ของ Google เพิ่งถูกเพิ่มเข้าดัชนีเมื่อ 29 มิถุนายน 2026 การได้เข้าดาวโจนส์ถูกมองเป็นเครื่องหมายรับรองสถานะบริษัทระดับหัวแถวของอเมริกา

ดาวโจนส์ต่างจาก Nasdaq และ S&P 500 ยังไง?

สรุปสั้นๆ ดาวโจนส์ = หุ้นยักษ์ใหญ่ 30 ตัวถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น, S&P 500 = หุ้นราว 500 ตัวถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม, Nasdaq Composite = หุ้นกว่า 2,500 ตัวในตลาด Nasdaq เน้นหนักไปทางเทคโนโลยีและผันผวนสูงกว่า (ส่วน Nasdaq 100 คือหุ้นใหญ่ 100 ตัวที่ไม่ใช่กลุ่มการเงินของตลาด Nasdaq) ทั้งสามตัวจึงเล่าเรื่องตลาดสหรัฐคนละมุม และบางวันก็วิ่งคนละทิศได้ เช่นวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ดาวโจนส์ทำนิวไฮ แต่ Nasdaq กลับปิดลบ

หัวข้อเปรียบเทียบ ดาวโจนส์ (DJIA) S&P 500 Nasdaq Composite
จำนวนหุ้น 30 ตัว ประมาณ 500-505 ตัว มากกว่า 2,500 ตัว
วิธีคำนวณ ถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น (price-weighted) ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (market cap) ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (market cap)
จุดเด่น บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับตำนาน เก่าแก่ตั้งแต่ปี 1896 สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมได้กว้างที่สุด เน้นหุ้นเทคโนโลยี ผันผวนสูงกว่า
ปิดล่าสุด (5 ส.ค. 2026) 54,349.06 (+0.49%) 7,723.52 (-0.17%) 26,363.44 (-0.83%)

ในตลาดเอเชียเองก็มีดัชนีลักษณะเดียวกันที่นักลงทุนไทยติดตาม เช่นดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งอ่านรายละเอียดเพิ่มได้ในคู่มือดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ที่อธิบายโครงสร้างและวิธีติดตามในแนวเดียวกับบทความนี้

ดาวโจนส์ขึ้น-ลงแล้วคนไทยต้องสนใจทำไม?

เพราะดาวโจนส์และวอลล์สตรีทเป็นตัวชี้นำ sentiment ของตลาดหุ้นเอเชียรวมถึง SET ในเช้าวันถัดไป และยังกระทบมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนรวมต่างประเทศ รวมถึงราคา DR ที่อ้างอิงสินทรัพย์สหรัฐโดยตรง คนไทยที่ถือกองทุนหุ้นสหรัฐหรือ DR จึงได้รับผลจากการขึ้น-ลงของตลาดสหรัฐแม้ไม่เคยเปิดบัญชีหุ้นต่างประเทศเลย

ภาพล่าสุดเห็นชัดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 หลังวอลล์สตรีทพุ่งแรงจากกระแส AI หุ้นเทคเอเชียก็วิ่งตามทันที โดยราคาปิดวันดังกล่าว SoftBank +13.96%, Advantest +8.77%, SK Hynix +5.77% และ Samsung +2.5% ขณะที่ตลาดเอเชียโดยรวมเปิดบวกรับข่าวความหวังดีลสหรัฐ-อิหร่านเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ กลไกแบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก คืนไหนดาวโจนส์แกว่งแรง เช้าวันรุ่งขึ้นตลาดฝั่งเอเชียมักเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกัน

ส่วนช่องทางที่คนไทยเข้าถึงตลาดสหรัฐได้ (เล่าเป็นข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำ) ได้แก่ DR บนกระดาน SET ที่ซื้อขายด้วยเงินบาทผ่านบัญชีหุ้นไทย เช่น DR อ้างอิงดัชนี S&P 500 (SP50001) และ Nasdaq 100 (NDX01, QQQM19) รวมถึง DR หุ้นสหรัฐรายตัว ซึ่งเทรดได้ช่วง 10:00–16:30 น. และรอบดึก 19:00–03:00 น. สำหรับ DR อ้างอิงสินทรัพย์ยุโรป/อเมริกา, กองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่อ้างอิงดัชนีสหรัฐ เช่นกลุ่ม Nasdaq 100 อย่าง KKP NDQ100, K-USXNDQ-A, SCBNDQ(A), KT-NASDAQ-A และกองที่อิง S&P 500 / Dow Jones / Russell 2000 และการเปิดบัญชีซื้อหุ้นหรือ ETF สหรัฐโดยตรงผ่านโบรกเกอร์ไทย ทั้งนี้ชื่อ DR และกองทุนที่ยกมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นภาพเท่านั้น ไม่ใช่การแนะนำผลิตภัณฑ์ และไม่ใช่รายชื่อครบทุกกองที่มีในตลาด อีกทั้งจากข้อมูลที่รวบรวม ณ สิงหาคม 2026 ยังไม่พบ DR ไทยที่อ้างอิงดัชนีดาวโจนส์โดยตรง ทุกช่องทางมีความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม และภาระภาษีต่างกัน ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ ใครที่ถือหุ้นไทยหรือหลักทรัพย์ในประเทศอยู่แล้วและอยากตรวจสอบพอร์ตกับเงินปันผลของตัวเอง ดูวิธีได้ที่วิธีเช็คหุ้นและเงินปันผลของตัวเองผ่าน TSD Investor Portal

ข้อควรระวังสำคัญ: ในไทยมีสิ่งที่เรียกว่า “หวยหุ้นดาวโจนส์” ซึ่งเป็นการพนันผิดกฎหมายที่แอบอ้างตัวเลขดัชนีมาออกรางวัล ไม่ใช่การลงทุนในตลาดหุ้นจริงและไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับดัชนีดาวโจนส์ที่บทความนี้พูดถึง

ตลาดหุ้นสหรัฐช่วงนี้เป็นยังไง และดูดาวโจนส์เรียลไทม์ได้ที่ไหน?

ช่วงต้นสิงหาคม 2026 ตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในโหมดคึกคัก ดาวโจนส์ปิดวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ที่ 54,349.06 จุด (+263.18 จุด หรือ +0.49%) ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยแรงหนุนหลักของตลาดรอบนี้มาจากผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคที่ตอกย้ำว่าการลงทุนด้าน AI เริ่มออกดอกออกผล

ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน (4 สิงหาคม 2026) ดาวโจนส์เพิ่งพุ่งแรงถึง 907.47 จุด (+1.71%) ปิดที่ 54,085.88 จุด ขณะที่ S&P 500 บวก 1.79% และ Nasdaq บวก 2.59% รับหุ้น AI ที่แข็งแกร่งบวกกับความหวังการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฝั่ง Nasdaq 100 ร้อนแรงเป็นพิเศษ มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 4 วัน (+9.3% แรงสุดนับตั้งแต่เมษายน 2025) หลังจากก่อนหน้านี้ดัชนีเพิ่งร่วงราว 11% เข้าเขต technical correction มาหมาดๆ หุ้นเด่นของรอบนี้เช่น Palantir ที่พุ่งกว่า 29% และ Nvidia +3% ขณะที่ SpaceX (-13.6%) และ AMD (-7%) เจอแรงขายสวนทาง หลัง SpaceX รายงานผลประกอบการครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนเมื่อมิถุนายน 2026 ซึ่งแม้รายได้จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด แต่ยังมีผลขาดทุนและต้นทุนการลงทุนด้าน AI ที่สูงมากเป็นปัจจัยกดดัน ส่วนวันที่ 5 สิงหาคม Nasdaq ปิดลบ 0.83% หลุดจากขาขึ้น 4 วัน ขณะที่ดาวโจนส์ได้หุ้นนอกกลุ่มเทคช่วยหนุน ทั้ง Eli Lilly +4.9% Amgen +4.6% และ Disney +3.6% ด้านราคาน้ำมัน Brent ย่อลงมาแถว 79 ดอลลาร์ และ WTI ราว 75 ดอลลาร์ จากความหวังดีลสหรัฐ-อิหร่าน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ทั้งหมดนี้เป็นการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ใช่การคาดการณ์ทิศทางตลาดในอนาคต (ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูล ณ วันที่ระบุ ตลาดเปลี่ยนแปลงทุกวัน)

ตลาดหุ้นสหรัฐเปิด-ปิดกี่โมงตามเวลาไทย?

ช่วง Daylight Saving Time (ประมาณมีนาคม–พฤศจิกายน ซึ่งรวมเดือนสิงหาคมนี้ด้วย) ตลาดสหรัฐเปิดทำการ 20:30–03:00 น. ตามเวลาไทย ส่วนช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน–มีนาคม) เลื่อนเป็น 21:30–04:00 น. นอกจากนี้ยังมีช่วง pre-market ราว 15:00–20:30 น. และ post-market ราว 03:00–07:00 น. (อ้างอิงช่วงฤดูร้อน) นี่คือเหตุผลที่ข่าว “ดาวโจนส์ปิดตลาด” มักออกตอนเช้ามืดเวลาไทย และตลาดหุ้นเอเชียเปิดมารับผลต่อทันที

ดูดาวโจนส์เรียลไทม์ได้ที่ไหนบ้าง (ฟรี)?

ช่องทางดูดัชนีแบบเรียลไทม์หรือใกล้เรียลไทม์ที่เข้าถึงได้ฟรี ได้แก่

  • Investing.com ภาษาไทย — ดัชนีดาวโจนส์ใช้ชื่อ “US 30” ที่ th.investing.com/indices/us-30 มีทั้งกราฟและข่าวประกอบ
  • Google Finance — ค้นหา “.DJI” หรือเข้า google.com/finance ดูตัวเลขและกราฟได้ทันที
  • Yahoo Finance — ใช้สัญลักษณ์ ^DJI ดูราคา กราฟ และข้อมูลย้อนหลัง
  • Slickcharts (slickcharts.com/dowjones) — ดูน้ำหนักหุ้นรายตัวทั้ง 30 ตัวในดัชนี
  • FRED ของธนาคารกลางสหรัฐสาขาเซนต์หลุยส์ (fred.stlouisfed.org/series/DJIA) — กราฟย้อนหลังจากแหล่งทางการ (มีดีเลย์)

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งทางการและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ดัชนีดาวโจนส์มีหุ้นกี่ตัว?

มี 30 ตัว เป็นบริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำของสหรัฐ เช่น Apple, Microsoft, Nvidia, Goldman Sachs, McDonald’s, Walmart และ Disney โดยรายชื่อเปลี่ยนได้ตามมติคณะกรรมการ ล่าสุด Alphabet เพิ่งถูกเพิ่มเข้าดัชนีเมื่อ 29 มิถุนายน 2026

ดาวโจนส์ล่าสุดปิดที่เท่าไหร่?

ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2026 ดาวโจนส์ปิดที่ 54,349.06 จุด เพิ่มขึ้น 263.18 จุด (+0.49%) ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ตัวเลขนี้เปลี่ยนทุกวันทำการ ควรตรวจสอบค่าล่าสุดจาก Investing.com, Google Finance หรือ Yahoo Finance

ตลาดหุ้นสหรัฐเปิด-ปิดกี่โมงเวลาไทย?

ช่วง Daylight Saving Time (ประมาณมีนาคม–พฤศจิกายน) ตลาดเปิด 20:30 น. และปิด 03:00 น. ตามเวลาไทย ส่วนช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน–มีนาคม) เลื่อนเป็น 21:30–04:00 น.

ทำไมหลายคนมองว่า S&P 500 สะท้อนตลาดสหรัฐได้กว้างกว่าดาวโจนส์?

เพราะ S&P 500 มีหุ้นราว 500 ตัวและถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด ขณะที่ดาวโจนส์มีเพียง 30 ตัวและถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น หุ้นที่ราคาต่อหุ้นแพงจึงมีอิทธิพลต่อดัชนีมากเป็นพิเศษโดยไม่เกี่ยวกับขนาดบริษัท

คนไทยลงทุนตามดัชนีดาวโจนส์ได้ไหม?

มีช่องทางอย่างกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ที่อ้างอิงดัชนีสหรัฐ DR บนกระดาน SET และการเปิดบัญชีซื้อหุ้นหรือ ETF สหรัฐผ่านโบรกเกอร์ แต่จากข้อมูลที่รวบรวม ณ สิงหาคม 2026 ยังไม่พบ DR ไทยที่อ้างอิงดัชนีดาวโจนส์โดยตรง ทุกช่องทางมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายต่างกัน ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน