บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง อาการแพ้ยาที่ไม่เหมือนแพ้ยาทั่วไป ! เช็ก 4 สัญญาณ “สตีเวนส์-จอห์นสัน (SJS)” ภาวะแพ้ยารุนแรง เสี่ยงตาบอด หากรักษาไม่ทัน กันนะคะ หลายคนคิดว่า “แพ้ยา” คือมีผื่นคันแล้วกินยาแก้แพ้ก็หาย แต่ความจริงยังมีภาวะที่อันตรายกว่านั้นคือ Stevens-Johnson Syndrome (SJS) หรือ กลุ่มอาการสตีเวนส์-จอห์นสัน ซึ่งเป็นภาวะแพ้ยารุนแรงที่ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจทำลายผิวหนัง เยื่อบุต่าง ๆ รวมถึงดวงตา และหากรักษาไม่ทันอาจสูญเสียการมองเห็นได้นะคะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
อาการแพ้ยาที่ไม่เหมือนแพ้ยาทั่วไป ! เช็ก 4 สัญญาณ “สตีเวนส์-จอห์นสัน (SJS)” ภาวะแพ้ยารุนแรง เสี่ยงตาบอด หากรักษาไม่ทัน
SJS คืออะไร ?
SJS ( Stevens-Johnson Syndrome ) เป็นภาวะแพ้ยาหรือปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงทำให้เซลล์ผิวหนังและเยื่อบุถูกทำลาย เกิดแผลพุพองและผิวหนังลอกคล้ายแผลไฟไหม้ ส่งผลกระทบต่ออวัยวะหลายส่วน เช่น
- ผิวหนัง
- ช่องปาก
- ดวงตา
- จมูก
- อวัยวะเพศ
ภาวะนี้พบไม่บ่อย แต่ถือเป็นโรคฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโดยเร็ว
เช็ก 4 สัญญาณเตือนสำคัญ
1. ไข้สูง คล้ายเป็นไข้หวัด
ก่อนมีผื่น ผู้ป่วยจำนวนมากจะเริ่มมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย เจ็บคอ หรือแสบตา ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดทั่วไป
2. ผื่นแดงกระจายอย่างรวดเร็ว
ผื่นจะลุกลามทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนกลายเป็นตุ่มน้ำหรือแผลพุพอง และผิวหนังอาจลอกออกเมื่อสัมผัส ที่สำคัญ ผื่นที่ขึ้นจะมีอาการเจ็บ ไม่ใช่แค่คัน
3. แผลในปากและเยื่อบุ
มีแผลในปาก ริมฝีปาก ลิ้น หรือบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ ทำให้รับประทานอาหารและดื่มน้ำลำบากบางรายมีแผลที่อวัยวะเพศร่วมด้วย
4. ตาแดง แสบตา เสี่ยงตาบอด
ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ป่วยอาจมีอาการตาแดง น้ำตาไหล เจ็บตา แพ้แสงหากการอักเสบรุนแรงอาจเกิดแผลที่กระจกตา พังผืดในดวงตา ตาแห้งเรื้อรัง และเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นถาวร
ยาชนิดใดที่อาจเกี่ยวข้อง ?
SJS อาจเกิดจากยาหลายกลุ่ม เช่น
- ยาปฏิชีวนะบางชนิด
- ยากันชัก
- ยาลดกรดยูริก เช่น Allopurinol
- ยาแก้ปวดบางชนิด
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดอาการนี้ และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
หากสงสัยว่าเป็น SJS ต้องทำอย่างไร ?
หากเริ่มใช้ยาใหม่แล้วมีไข้ร่วมกับผื่นแดงลุกลาม มีแผลในปาก หรือมีอาการทางตา ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการวินิจฉัยและรักษาในระยะเริ่มต้นจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้มากขึ้นนะคะ
วิธีป้องกัน
- แจ้งประวัติแพ้ยาทุกครั้งก่อนรับการรักษา
- เก็บข้อมูลหรือบัตรแพ้ยาไว้กับตัว
- ไม่ซื้อยารับประทานเองโดยไม่จำเป็น
- หากเริ่มยาตัวใหม่แล้วมีอาการผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เคยมีประวัติแพ้ซ้ำ
จะเห็นได้ว่า SJS หรือ Stevens-Johnson Syndrome ไม่ใช่อาการแพ้ยาทั่วไป แต่เป็นภาวะแพ้ยารุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตและส่งผลต่อการมองเห็นได้นะคะ หากพบ 4 สัญญาณสำคัญ ได้แก่ ไข้สูง ผื่นแดงลุกลาม แผลในปากหรือเยื่อบุ และตาแดงเจ็บตา หลังเริ่มใช้ยาใหม่ อย่ารอดูอาการเอง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะการรักษาอย่างทันท่วงทีมีส่วนสำคัญในการลดความรุนแรงของโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้นั่นเองค่ะ