บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง รับสายอย่างมั่นใจ! Whoscall ใช้ AI วิเคราะห์เบอร์แปลก ลดความเสี่ยงมิจฉาชีพ พร้อมเพิ่มโอกาสธุรกิจกันนะคะ โดย Whoscall เผยวิกฤติเบอร์แปลกทำธุรกิจไทยป่วน พบความไม่ไว้ใจกลายเป็นต้นทุนใหม่ของธุรกิจ พร้อมจัดเทคโนโลยี AI เข้ามาสร้างความเชื่อมั่น เปลี่ยนสายที่ถูกเมินให้เป็นโอกาสทองทางธุรกิจ หลังการสำรวจชี้คนไทยกว่า 40% ไม่รับสายจากเบอร์แปลก พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

 

รับสายอย่างมั่นใจ! Whoscall ใช้ AI วิเคราะห์เบอร์แปลก ลดความเสี่ยงมิจฉาชีพ พร้อมเพิ่มโอกาสธุรกิจ

 

 

 

นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) กล่าวถึงผลสำรวจของ Whoscall ว่าคนไทยกว่า 40.1% เลือกไม่รับสายทันทีเมื่อเห็นหมายเลขที่ไม่รู้จัก ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความระมัดระวังของประชาชน แต่ยังสะท้อนถึง “วิกฤติความเชื่อมั่น” ที่กำลังกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างเงียบ ๆอีกด้วยนะคะ

 

 

 

 

“ทุกวันนี้มิจฉาชีพทำให้คนไทย ไม่กล้ารับสายจากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย และธุรกิจที่สุจริตก็ได้รับผลกระทบไปด้วย Whoscall ติ๊กเขียวจึงเข้ามา ช่วยฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ลดการสูญเสียโอกาสทางการค้าและผลักดันให้ธุรกิจไทยเติบโต ได้อย่างยั่งยืน”

 

Whoscall ย้ำว่าโทรศัพท์ที่ดังขึ้นจากหมายเลขไม่คุ้นเคย อาจหมายถึงสายจากธนาคาร บริษัทขนส่ง โรงพยาบาล หรือโอกาสทางธุรกิจ ก็อาจเป็นได้ แต่ในปี 2569 ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภัยมิจฉาชีพออนไลน์ทำให้ “เบอร์แปลก” กลายเป็นสัญญาณอันตรายในสายตาผู้บริโภคไปแล้วนะคะ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เฉพาะประชาชน แต่กลับเป็นธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ธนาคาร บริษัทประกัน โรงพยาบาล บริษัทขนส่ง ไปจนถึงร้านค้าออนไลน์ เพราะแม้จะลงทุนมหาศาลเพื่อหาลูกค้าใหม่ แต่เมื่อถึงเวลาติดต่อกลับ ลูกค้ากลับไม่กล้ารับสาย ส่งผลให้โอกาสในการขายหายไปเกือบทันที และต้นทุนการหาลูกค้า (Customer Acquisition Cost) ก็เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

 

สิ่งที่ Whoscall ทำคือ การพยายามเปลี่ยนบทบาทของ “ติ๊กเขียว” จากเครื่องมือแสดงชื่อผู้โทร ไปสู่แพลตฟอร์มยืนยันตัวตนขององค์กรผ่านบริการ Whoscall Verified Number โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงให้ผู้รับรู้ว่าใครโทรมา แต่ต้องทำให้ผู้รับมั่นใจว่าสายนั้นปลอดภัยและน่าเชื่อถือพอที่จะกดรับสายได้นั่นเองค่ะ

 

แนวคิดดังกล่าวถูกต่อยอดเป็นแพ็กเกจ Whoscall Verified Number Pro ซึ่งเพิ่มเครื่องมือใหม่สำหรับภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น

 

 

– Brand Banner ที่แสดงเหตุผลของการโทรบนหน้าจอ เช่น “แจ้งผลอนุมัติ” หรือ “ยืนยันการจัดส่งสินค้า” ช่วยลดความลังเลของผู้รับสาย

– Quick Reply Service เปิดช่องทางให้ลูกค้าที่พลาดรับสายสามารถติดต่อกลับผ่าน LINE, Facebook Messenger หรือ Chatbot ได้ทันที

– Survey ช่วยให้ธุรกิจส่งแบบสอบถามหลังจบการสนทนาเพื่อเก็บข้อมูลและวัดความพึงพอใจได้แบบเรียลไทม์

 

นางสาวสาวิตรี ไชยสุทธิ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จํากัด อธิบายว่าแนวคิดของบริการนี้คือเปลี่ยนสายที่ถูกตัดทิ้ง ให้เป็นสายที่ลูกค้าไว้ใจ เพราะตัวเลข 40.1% ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่หมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่หายไปในทุก ๆ วัน และเป็นโจทย์ใหม่ที่องค์กรต้องเร่งแก้ไข

 

 

 

อีกมิติที่น่าสนใจคือ การสื่อสารการตลาดของ Whoscall ที่เลือกหยิบวัฒนธรรม “มูเตลู” มาผสมกับเทคโนโลยี AI ผ่านภาพยนตร์โฆษณาที่เล่าเรื่องบริษัทซึ่งยอดขายตก แม้จะพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพร หรือทำการตลาดอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ยังปิดการขายไม่ได้ เพราะลูกค้าไม่รับสาย ภาพยนตร์สะท้อนความจริงของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างตรงไปตรงมา ว่า “ความเชื่อ” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทน “ความเชื่อมั่น” ที่เกิดจากเทคโนโลยีได้

 

ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก จากเดิมที่มุ่งแข่งขันกันด้านความสามารถของโมเดลภาษา ไปสู่การแข่งขันด้านการสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust Technology หรือ TrustTech) ซึ่งกำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีความสำคัญไม่แพ้ Generative AI เพราะเมื่อการหลอกลวงใช้ AI ได้ ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยก็ต้องใช้ AI ที่ฉลาดกว่าเพื่อตรวจจับ ยืนยันตัวตน และปกป้องผู้ใช้งานเช่นกัน

 

Whoscall ระบุว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 100 ล้านครั้งทั่วโลก และมีฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์กว่า 2.6 พันล้านเลขหมาย ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการหลอกลวงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ใช้งานและองค์กรค่ะ