บทความนี้จะมานำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง 10 เทคนิค ดูแลรถยนต์ที่คุณต้องรู้กันนะคะ การดูแลรถ นั้นมีอยู่หลากหลายวิธีนะคะ ในการดูแลรักษารถยนต์ที่มักจะมีคำถามเกิดขึ้นบ่อย ๆ ว่าทำไมถึงสำคัญ เพื่อให้คุณได้เห็นถึงประโยชน์ของแต่ละองค์ประกอบ รวมถึงได้เรียนรู้ถึงหลักการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และยังส่งผลดีต่อรถยนต์คู่ใจที่จะมีประสิทธิภาพที่ดี พร้อมใช้งานอย่างราบรื่นและปลอดภัยอยู่เสมอนะคะ พร้อมแล้วตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

10 เทคนิค ดูแลรถยนต์ที่คุณต้องรู้

 

 

1.เช็คหัวเทียนเป็นประจำ

หัวเทียน เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ในการ “จุดระเบิด” ให้กับเครื่องยนต์ ผ่านการทำงานด้วยการปล่อยกระแสไฟแรงดันสูง เป็นกลไกสำคัญของเครื่องยนต์เบนซิน ควรที่จะมีการหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ โดยปกติแล้วหัวเทียนจะมีอายุในการใช้งานยาวนาน ในรถยนต์บางคันสามารถใช้งานได้เกิน 100,000 กิโลเมตร จึงจะเริ่มแสดงอาการที่ผิดปกติออกมา แต่ก็ควรตรวจสอบหัวเทียนเพื่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์อยู่เสมอนะคะ

สังเกตอาการเกี่ยวกับความผิดปกติเมื่อหัวเทียนจะหมดอายุการใช้งาน ได้แก่ กินน้ำมันมากกว่าปกติ เร่งแซงแล้วพุ่งไปไม่เร็วเหมือนเดิม หรือรอบเดินมีอาการสวิงและสั่น เนื่องจากหัวเทียนมีการจุดระเบิดไม่เต็มที่ แต่การตรวจสอบหัวเทียนซึ่งติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์ ควรเป็นงานของช่างที่มีความชำนาญ โดยสามารถแจ้งให้ทำการตรวจสอบหากพบอาการผิดปกติดังกล่าว

2. เปลี่ยนกรองแอร์อย่างสม่ำเสมอ

กรองอากาศเครื่องปรับอากาศ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กรองแอร์” ท่ามกลางสภาพอากาศในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก และมลภาวะทางอากาศ กรองแอร์จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับและผู้โดยสารได้รับคุณภาพอากาศภายในรถที่ดี อากาศสะอาดและเป็นมิตรต่อสุขภาพ แนะนำให้มีการเปลี่ยนเป็นประจำตอนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้ง

3. ล้างรถบ่อย ๆ

การดูแลรูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์ หมั่นเช็ดล้างและทำความสะอาดเป็นประจำนั้นจะช่วยให้รถดูใหม่ สีไม่ซีด ไม่มีสนิมขึ้น แสดงถึงความใส่ใจของเจ้าของรถได้เป็นอย่างดี และเมื่อนำไปขายต่อก็ไม่ทำให้รถราคาตกเท่ากันสีรถที่ปราศจากการดูแลเอาใจใส่
นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ต้องขับรถผ่านบริเวณที่มีฝุ่นเยอะหรือที่พักใกล้ทะเลที่จะมีคราบเกลือคอยเกาะสะสมไว้เรื่อย ๆ ภายในใต้ท้องเครื่อง ก็อาจจะเสี่ยงต่อการทำให้เครื่องยนต์เสียหาย ตลอดจนเหล่าซากแมลงและขี้นก ที่ทำให้สีเกิดรอยด่าง หม่นหมอง การกัดกร่อนของยางไม้ที่ส่งผลกระทบต่อสีรถ การล้างรถนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ

4. เช็คระดับน้ำในหม้อน้ำอยู่เสมอ

ระดับน้ำในหม้อน้ำถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ควรมีการตรวจสอบเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นในรถยนต์คันใหม่หรือคันเก่า เพราะถ้าหากหมอน้ำรถยนต์มีน้ำในระดับที่ต่ำอาจจะส่งผลให้เครื่องยนต์มีปัญหาติดขัดในระหว่างการทำงาน ท่ามกลางอุณภูมิที่ร้อนระอุในช่วงเวลากลางวัน ควรตรวจเช็คระดับของน้ำหล่อเย็นภายในถังพักน้ำหรือหม้อน้ำ โดยการเช็คระดับน้ำควรทำในขณะที่ไม่ได้มีการสตาร์ทเครื่องยนต์ หรือในช่วงที่เครื่องยนต์ยีงเย็นอยู่ ถ้าหากไม่มีการตรวจเช็คเกี่ยวกับระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอนั้น น้ำที่ขาดการระบายความร้อนหรือมีระดับน้ำต่ำกว่าที่กำหนด จะทำให้เครื่องยนต์เกิดความร้อนจนหยุดทำงาน เสี่ยงต่อการเสียหายลุกลามและสึกหรอ

5. เช็คลมยางเป็นประจำ

ยางรถยนต์ มีหน้าที่ในการรับน้ำหนักของตัวรถทั้งคัน ที่ถ้าหากไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการขับขี่ เนื่องจากลมยางและยางรถยนต์มีผลต่อสมรรถนะการขับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเบรก การควบคุม การประหยัดน้ำมัน การบังคับเลี้ยว ตลอดจนการสึกหรอและอายุการใช้งานของยางรถยนต์ที่จะเสื่อมสมรรถภาพเร็วกว่าปกตินอกจากจะหมั่นเช็คลมยางแล้ว ควรทำการเปลี่ยนยางตามสภาพของยางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการเบรก การยึดเกาะถนนรวมถึงเสียงที่ดังขึ้นในระหว่างการขับขี่

6. เช็คน้ำมันเบรกทุก ๆ 1 ปี

การดูแลรถยนต์ ที่ไม่ควรมองข้ามและมีความสำคัญอย่างมากคือ น้ำมันเบรก ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งแรงดันไปยังปั๊มเบรก หลังจากใช้งานไปสักระยะหนึ่งแล้ว น้ำมันเบรกจะค่อย ๆ เสื่อมอายุการใช้งานและประสิทธิภาพที่ลดน้อยลงกลายเป็นสีที่เริ่มคล้ำ พร้อมกับส่งผลต่อศักยภาพในการระบายความร้อนที่ลดลง ควรหมั่นเช็คน้ำมันเบรกเป็นประจำ ทุก ๆ 1 ปี รวมถึงสังเกตอาการผิดปกติเพิ่มเติม เช่น เบรกวืด เบรกไม่อยู่ หรือ เบรกไหล

7. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนด

น้ำมันเครื่อง เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ ทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่อง ปกป้องชิ้นส่วนภายในของเครื่องยนต์รวมถึงชำระล้างสิ่งสกปรกการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ควรที่จะเปลี่ยนทุก ๆ 8,000 กิโลเมตร ไม่เกิน 10,000 กิโลเมตร หรือทำการเปลี่ยนทุก ๆ 4 เดือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แต่ละรูปแบบ

8. ทำความสะอาด / เปลี่ยน กรองอากาศเครื่องยนต์

กรองอากาศ ทำหน้าที่ในการดักจับฝุ่นละออง กรองฝุ่นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ไม่ให้เข้าไปยังเครื่องยนต์ซึ่งเมื่อมีการสะสมในระยะยาวจะเกิดการอุดตัน ทำให้กระบอกสูบได้รับอากาศที่น้อยลง ส่งผลให้มีการเผาไหม้ในครื่องยนต์ที่ไม่สมบูรณ์ เครื่องกรองอากาศควรมีการล้างและทำความสะอาด หรือเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร หรือถ้าหากอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ ควรที่จะเปลี่ยนทุก ๆ ระยะ 10,000 กิโลเมตร

9. เปลี่ยนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง น้ำมันเกียร์ ช่วยลดการสึกหรอ รวมถึงช่วยลดแรงเสียดทานของระบบเกียร์ พร้อมทั้งยังสามารถชะล้างเศษโลหะที่มาจากการเสียดสีที่บริเวณหน้าฟันเกียร์ให้หลุดออกไปทำให้ระบบเกียร์สะอาด ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่าย ประสิทธิภาพการทำงานก็ย่อมดีขึ้น

การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ให้เปลี่ยนทุก ๆ ระยะ 4-50,000 หรือถ้าหากมีการใช้งานในเมืองหรือขับขี่ด้วยการกดคันเร่งหนัก ๆ ควรเพิ่มความถี่ในการเปลี่ยนเป็นระยะ 30,000 – 45,000 กิโลเมตร

10. ทำประกันรถยนต์

การทำประกันรถยนต์ จะช่วยให้ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถยนต์ได้รับการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ลดความเสี่ยงในการใช้รถยนต์ให้แก่ผู้ขับขี่ ทำให้รู้สึกมั่นใจในการได้รับการคุ้มครองเมื่อต้องเดินทางขับขี่ไปยังที่ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่จะเข้ามารองรับเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ช่วยให้ประหยัดเงินทั้งสำหรับตัวคุณเอง และบุคคลภายนอก ตลอดจนยังเป็นการคุ้มครองรถยนต์เมื่อเกิดไฟไหม้ ถูกโจรกรรม

 

 

 

 

 

ที่มา : อาคม รวมสุวรรณ