สถานที่ทางวัฒนธรรมและศาสนาหลายแห่งต่างก็หายไปตามกาลเวลา บ้างฝังอยู่ใต้ดิน บ้างก็ซ่อนตัวในผืนป่า แต่ก็ยังยืนหยัดอย่างสง่างามเพื่อรอคนค้นพบความน่าทึ่งเหล่านี้อีกครั้ง ซากปรักหักพังของเมืองโบราณต่าง ๆ ทั่วโลก ล้วนบอกเล่าเรื่องเล่าในกาลครั้งหนึ่งซึ่งเคยมีวัฒนธรรมที่ซับซ้อน และลึกลับเจริญรุ่งเรืองก่อนที่จะจางหายไปนั่นเองค่ะและนี่คือ 10 แหล่งโบราณคดีจากทั่วโลกที่ต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิตเลยนะคะ

 

10 อันดับแหล่งโบราณคดีที่น่าทึ่งที่สุดในโลก

 

 

1. มาชูปิกชู

ศูนย์กลางทางศาสนาการเมือง และวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักรอินคาคือ ป้อมปราการที่ปกคลุมไปด้วยหมอกของมาชูปิกชูบนยอดเขา เมืองอินคาแห่งนี้แบ่งออกเป็นสองภาคใหญ่ ๆ คือภาคเกษตรกรรมบนระเบียงที่ลดหลั่นไปตามไหล่เขา และเขตเมืองที่มีที่ประกอบไปด้วยอารามและที่อยู่อาศัย ถือได้ว่าเป็นหลักฐานสำคัญของอาณาจักรอินคา ที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ การวางแผนพังที่ดีในการสร้างเมือง ความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม เกษตรกรรม และด้านดาราศาสตร์ของชาวอินคา โดยที่แห่งนี้ได้รับเลือกเป็นมรดกโลกของ UNESCO และเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อีกด้วย

 

 

2. นครวัด

ศาสนสถาน 2 ศาสนา ใหญ่ที่สุดในโลก นครวัดเป็นหนึ่งในมรดกโลกที่มีชื่อเสียงที่สุดของเอเชีย เพราะเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ถึง 15คนในยุคก่อนเชื่อกันว่ากษัตริย์เขมรมีความสูงส่ง เป็นตัวแทนระหว่างผู้ปกครองและพระเจ้า จึงต้องมีการสร้างวิหารที่สมพระเกียรติ สถานที่นี้เลยกินเนื้อที่ใกล้เคียงกับกรุงปารีสในปัจจุบันและประกอบด้วยวัดหลายสิบแห่ง

 

 

3. ตีกัล

เป็นแหล่งโบราณคดีอารยธรรมมายาโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดของกัวเตมาลาและเป็นแหล่งขุดค้นที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกา สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 เป็นศูนย์กลางที่มีประชากรราว 100,000 คน ในพื้นที่นี้ประกอบไปด้วย วัด พระราชวัง จัตุรัสสาธารณะ และที่อยู่อาศัยกระจัดกระจายไปทั่วป่า

 

 

4. เปตรา

รู้จักกันในชื่อเมืองสีแดงกุหลาบและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจอร์แดน ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเปตราถูกสร้างขึ้นเมื่อใด แต่เมืองนี้เริ่มเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองหลวงของอาณาจักรนาบาเทียนตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล ซึ่งร่ำรวยขึ้นจากการค้ากำยานและเครื่องเทศ จนถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโรมันก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองต่อไป จนในคริสต์ศตวรรษที่ 4 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำลายเมืองจนถูกทิ้งร้างในที่สุด เมืองในหุบเขานี้ถูกค้นพบอีกครั้งในปี 1812 โดยนักสำรวจชาวสวิสชื่อ Johannes Burckhardt

 

 

5. พีระมิดแห่งกีซา

มหาพีระมิดแห่งกีซาตั้งอยู่นอกเขตชานเมืองไคโร และเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียงที่สุดของอียิปต์ พีระมิดทั้งสามแห่งเป็นสถานที่ฝังศพอันวิจิตรของฟาโรห์ Khufu, Khafre และ Menkaure ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ 2550 ถึง 2490 ก่อนคริสตศักราช บนที่ราบสูงกลางทะเลทรายนี่ยังประกอบไปด้วยซากวัดและที่อยู่อาศัยอีกมากมาย ทำให้ผู้ที่ไปเยือนสามารถเรียนรู้ถึงความเชื่อและการใช้ชีวิตของชาวอียิปต์โบราณได้ไม่ยาก

 

 

6. อะโครโพลิสแห่งเอเธนส์

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงเอเธนส์โบราณแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพีเอเธน่า สถาปัตยกรรมโบราณของที่นี่คือรูปแบบของศิลปะคลาสสิกที่มีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมในช่วงเวลาต่อมาอีกหลายศตวรรษ อะโครโพลิสจึงเป็นภาพแทนความงดงามอำนาจและความมั่งคั่งของเอเธนส์ในอดีตที่ชัดเจนที่สุด

 

 

7. ชิเชนอิตซา

เม็กซิโกเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณยุคพรีโคลัมเบียน ซึ่งหลายสิบแห่งที่สร้างขึ้นในช่วงหลายพันปีก่อน ซากปรักหักพังที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดคือ ชิเชนอิตซา ซึ่งเป็นเมืองของชาวมายันในรัฐยูคาตัน มีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10.4 ตารางกิโลเมตร โดยมีพีระมิดขั้นบันไดที่สร้างขึ้นในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 9 และ 12 ทำหน้าที่เป็นวิหารของเทพเจ้า Kukulkan Chichen Itza และพื้นที่บริเวณนี้ก็ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกในปี 1988

 

 

8. โมอาย (Moai) 

รูปปั้นหินขนาดใหญ่บนเกาะอีสเตอร์ของชิลี คาดว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ. 1,400 – 1650 โดยชาวพื้นเมืองของเกาะนี้หรือที่เรียกว่า Rapa Nui มีรูปปั้นประมาณ 1,000 รูป ซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 86 ตันและสูงกว่า 10 เมตร แทบทั้งหมดแกะสลักมาจากกินภูเขาไฟ Rano Raraku ซึ่งเป็นหินที่แกะสลักง่าย เพราะชาวพื้นเมืองมีเพียงเครื่องมือหิน ว่ากันว่ารูปปั้นเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำหรือบุคคลสำคัญอื่น ๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว

 

 

9. กำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ต่อเนื่องจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 บริเวณชายแดนทางเหนือของประเทศ นับเป็นผลงานสถาปัตยกรรมป้องกันข้าศึกที่ยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิจีน ด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวเหนือภูเขาสูงชัน มีความยาวรวมมากกว่า 20,000 กิโลเมตร แต่เนื่องจากการกัดเซาะตามธรรมชาติ ส่วนหนึ่งของกำแพงจึงกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง

 

 

10. สโตนเฮนจ์

ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานถึง 4,500 ปี วงแหวนหินแห่งสโตนเฮนจ์จึงเป็นผลงานชิ้นด้านของวิศวกรรม เพราะมันต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างขึ้นมาในยุคที่เครื่องไม้เครื่องมือมีน้อยกว่าสมัยนี้มากนัก ทุกวันนี้ยังไม่มีใครสามารถระบุได้ชัดเจนว่าคนยุคหินใหม่และยุคสำริดสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมาเพื่ออะไร มีคาดการเดาไปมากมายว่าอาจจะเป็นสถานที่ฝังศพ เป็นอนุสาวรีย์ หรืออาจจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ